ประกาศกรมวิชาการเกษตร
เรื่อง การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘
พ.ศ. ๒๕๕๐
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศ เรื่อง การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โดยคำแนะนำของคณะกรรมการปุ๋ย ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ พ.ศ. ๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
ข้อ ๒ ให้ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า หรือผู้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งประสงค์จะผลิตหรือนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีชนิดอื่นใดนอกจากปุ๋ยเคมีมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องนำปุ๋ยเคมีชนิดนั้นมาขึ้นทะเบียน ตามมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามแบบ ท.ป.๑ ท้ายประกาศนี้ พร้อมส่งมอบตัวอย่างภาชนะบรรจุหรือภาพถ่ายภาชนะบรรจุ ตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ขอขึ้นทะเบียนชนิดละ ๕๐ กิโลกรัม พร้อมด้วยหลักฐานให้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในแบบ ท.ป.๑ รวม ๑ ชุด ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
ข้อ ๓ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคำขอและหลักฐานตามข้อ ๒ แล้ว ให้สุ่มเก็บตรวจตัวอย่างปุ๋ยเคมีชนิดที่ขอขึ้นทะเบียน ปุ๋ยเคมีที่เหลือให้ส่งคืนผู้ยื่นคำขอ และให้รายงานผลการตรวจสอบพร้อมกับความเห็นต่ออธิบดีกรมวิชาการเกษตรเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
ข้อ ๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยเชิงผสม หรือปุ๋ยเชิงประกอบ ซึ่งมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ ๒ ธาตุขึ้นไป ต้องมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี มีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี
(๒) ปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่มีปริมาณธาตุอาหารรับรองไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี ต้องเป็นสารประกอบหรือมีสูตรโครงสร้างแน่นอน และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี
สำหรับปุ๋ยเคมีหินฟอสเฟต ต้องมีปริมาณธาตุอาหารรับรองตั้งแต่ร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี มีปริมาณฟอสเฟตทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี
(๓) ปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยเชิงผสมที่มีวัสดุอินทรีย์เป็นส่วนประกอบ ต้องมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ ๒ ธาตุขึ้นไปและมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๒ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี มีปริมาณอินทรียวัตถุ (Organic matter) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี
(๔) ปุ๋ยเคมีที่จะรับขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยข้าว ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีที่นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร หรือผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ให้มีไนเตรทไนโตรเจน (NO3-N) รวมอยู่ในไนโตรเจน ทั้งหมด (Total N) ได้ แต่จะนำไนเตรทไนโตรเจน (NO3-N) มานับรวมกับไนโตรเจนที่จดทะเบียนเป็นสูตรปุ๋ยข้าวไม่ได้ และทั้งนี้ไนโตรเจนทั้งหมด (Total N) ต้องไม่เกินเกณฑ์คลาดเคลื่อนขั้นสูงที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ใช้ทำภาชนะบรรจุ วิธีปิดผนึกภาชนะและขนาดบรรจุปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า และเกณฑ์คลาดเคลื่อนของปริมาณธาตุอาหารรับรอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๘ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘
(๕) ปุ๋ยเคมีที่นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรที่นำมาขึ้นทะเบียน และประสงค์จะนำปุ๋ยเคมีนั้นไปแบ่งบรรจุ ให้ใช้ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีฉบับเดียวกันได้เมื่อยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีต่อเนื่องในคราวเดียวกัน
ข้อ ๕ เมื่ออธิบดีกรมวิชาการเกษตร เห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีสูตรใดหรือชนิดใด ให้ออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามแบบ ท.ป. ๒ ท้ายประกาศนี้
เมื่อออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีให้แก่ผู้ขอขึ้นทะเบียนรายใดแล้ว ให้รายงานให้ประธานคณะกรรมการปุ๋ยทราบ
ปุ๋ยเคมีสูตรใดหรือชนิดใดที่คณะกรรมการปุ๋ยเห็นว่าไม่สมควรอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีทราบโดยมิชักช้า
ข้อ ๖ ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ๑ ฉบับ ให้ใช้ได้กับปุ๋ยเคมี ๑ สูตร ๑ ชื่อการค้า ๑ เครื่องหมายการค้า
ข้อ ๗ ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ซึ่งประสงค์จะแก้ไขรายการในทะเบียนปุ๋ยเคมีตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ให้ยื่นคำขอแก้ไขรายการในทะเบียนปุ๋ยเคมี เป็นหนังสือชี้แจงรายละเอียดพร้อมกับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีที่ขอแก้ไขนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ให้รายงานผลการตรวจสอบพร้อมกับความเห็นต่ออธิบดีกรมวิชาการเกษตรเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป เมื่ออธิบดีกรมวิชาการเกษตรเห็นสมควรอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีได้ ให้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไปได้ และรายงานให้ประธานคณะกรรมการปุ๋ยทราบ
ข้อ ๘ ในกรณีที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญให้ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และให้ยื่นคำขอรับใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย หรือถูกทำลาย พร้อมใบบันทึกรับแจ้งความของสถานีตำรวจที่รับแจ้งความนั้น
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วเห็นสมควรให้ออกใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีได้ ให้ดำเนินการออกใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี โดยมีข้อความเหมือนกับที่ระบุไว้ในใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีที่ได้รับ และให้ประทับตราระบุข้อความว่า “ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี” ด้วยอักษรสีแดงไว้ด้านบนของใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีนั้น
ข้อ ๙ ผู้ซึ่งยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีที่อธิบดีได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนแล้ว หากผู้ยื่นคำขอไม่มาติดต่อขอรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าว ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสละสิทธิ์ในการขึ้นทะเบียนตามคำขอขึ้นทะเบียนนั้น
ข้อ ๑๐ ก่อนที่จะมอบใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีให้แก่ผู้ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขอตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
(๑) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท
(๒) ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ย ฉบับละ ๒๐ บาท
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]
ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
[เอกสารแนบท้าย]
๑. คำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 (แบบ ท.ป.1)
๒. ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 (แบบ ท.ป.2)
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
โสรศ/ผู้จัดทำ
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐