หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
มีการแก้ไขเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 (กลับไปยังฉบับหลัก)

กฎกระทรวง

ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๒๔)

ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม

พ.ศ. ๒๕๑๔

-------------

 

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม

พ.ศ. ๒๕๑๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

                        ข้อ ๑  ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ แห่งกฎกระทรวง

ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                        "ข้อ ๑๓  ในการผลิตปิโตรเลียมในทะเล ผู้รับสัมปทานต้องสร้างแท่นประกอบ

การผลิตเป็นแท่นถาวร ซึ่งประกอบด้วยแท่นหลุมผลิต แท่นผลิต แท่นเผาก๊าซ และแท่นอื่น ๆ

ตามความจำเป็นในการผลิตปิโตรเลียมโดยจะสร้างรวมเป็นแท่นเดียวกันหรือแยกกันก็ได้

                        ข้อ ๑๔  ก่อนลงมือก่อสร้างแท่นประกอบการผลิต ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งรายการ

ต่อไปนี้เป็นหนังสือให้อธิบดีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน คือ

                        (๑) ตำแหน่งที่ตั้งแท่นประกอบการผลิต ซึ่งรวมถึงความลึกของน้ำทะเล กระแส

น้ำ คลื่น ลม พายุ สภาพพื้นดินและสภาพธรณีวิทยา ณ บริเวณที่ตั้งแท่นประกอบการผลิต

                        (๒) มาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบก่อสร้าง แบบก่อสร้าง การคำนวณออกแบบ

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง พร้อมด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ของแท่นประกอบการผลิต

                        (๓) มาตรการในการป้องกันการสึกกร่อนของแท่นประกอบการผลิต

                        (๔) ระบบการป้องกันอัคคีภัยบนแท่นประกอบการผลิต

                        (๕) ระบบช่วยการเดินเรือ

                        ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการตามวรรคหนึ่ง ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เปลี่ยนแปลง

                        เมื่ออธิบดีเห็นว่ารายการที่แจ้งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมีรายละเอียด

ไม่เพียงพอและสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไขเพิ่มเติม ผู้รับสัมปทานต้องปฏิบัติตาม

                        ข้อ ๑๕  ก่อนลงมือติดตั้งแท่นประกอบการผลิต ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งวิธีการ

ติดตั้งและรายละเอียดในการคำนวณเกี่ยวกับการติดตั้งพร้อมทั้งเวลาและสถานที่ที่จะติดตั้งแท่น

ประกอบการผลิตดังกล่าวเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน"

                        ข้อ ๒  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๑๖ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๘ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๔ ข้อ ๒๕ ข้อ ๒๖ ข้อ ๒๗ ข้อ ๒๘ ข้อ ๒๙ ข้อ ๓๐ ข้อ ๓๑ ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๓ ข้อ ๓๔ ข้อ ๓๕ ข้อ ๓๖ ข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ ข้อ ๓๙ และข้อ ๔๐ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕

(พ.ศ. ๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔

                        "ข้อ ๑๖  ในการผลิตก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือน้ำมันดิบ ผู้รับ

สัมปทานต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ

เหลว หรือน้ำมันดิบ แล้วแต่กรณี

                        ข้อ ๑๗  อุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ การติดตั้งวิธีการวัด การคำนวณ

และการปรับเทียบ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของ AMERICAN GAS ASSOCIATION

                        ข้อ ๑๘  เมื่อเลือกอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติแล้วผู้รับสัมปทาน

ต้องแจ้งรายการดังต่อไปนี้ เป็นหนังสือให้อธิบดีทราบ คือ

                        (๑) ชนิด ขนาด และรายละเอียดของอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ

                        (๒) สูตรคำนวณหาอัตราการไหล

                        (๓) แผนผังแสดงที่ตั้งของอุปกรณ์ตาม (๑)

                        ข้อ ๑๙  ก่อนปรับเทียบ (CALIBRATION) อุปกรณ์วัดอัตราการไหลของ

ก๊าซธรรมชาติครั้งแรกผู้รับสัมปทานต้องแจ้งเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

สามสิบวัน

                        การปรับเทียบตามวรรคหนึ่งต้องกระทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่โดยผู้รับสัมปทาน

เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งสิ้น

                        ข้อ ๒๐  ห้ามผู้รับสัมปทานติดตั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติโดยไม่ผ่านอุปกรณ์วัดอัตรา

การไหลของก๊าซธรรมชาติ และในการวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ ผู้รับสัมปทานต้อง

                        (๑) คำนวณปริมาณของก๊าซธรรมชาติที่อุณหภูมิ ๖๐ องศาฟาเรนไฮท์ และ

ความดันสัมบูรณ์ ๑๔.๗ ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

                        (๒) ใช้ความดันบรรยากาศเท่ากับ ๑๔.๗ ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว สำหรับ

ปรับเทียบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ

                        (๓)ปรับเทียบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติทุกสามสิบวัน โดย

กระทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่

                        (๔) ไม่ถอดอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต

จากพนักงานเจ้าหน้าที่

                        ข้อ ๒๑  เมื่อปรากฏว่าอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติคลาดเคลื่อน

ไปจากเกณฑ์ที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวกำหนดไว้มากหรือน้อยกว่าร้อยละสอง ผู้รับสัมปทานต้อง

คำนวณแก้ไขอัตราการไหลในระหว่างที่อุปกรณ์วัดอัตราการไหลคลาดเคลื่อนตามหลักเกณฑ์

ดังต่อไปนี้

                        (๑) ในกรณีที่ทราบว่าอุปกรณ์วัดอัตราการไหลเริ่มคลาดเคลื่อนเมื่อใด

การคำนวณแก้ไขอัตราการไหลให้คิดจากระยะเวลาที่อุปกรณ์วัดอัตราการไหลเริ่มคลาดเคลื่อน

                        (๒) ในกรณีที่ไม่ทราบว่าอุปกรณ์วัดอัตราการไหลคลาดเคลื่อนเมื่อใด

การคำนวณแก้ไขอัตราการไหลให้คิดระยะเวลาเพียงครึ่งหนึ่งของระยะเวลาที่ปรับเทียบอุปกรณ์

วัดอัตราการไหลครั้งหลังสุดถึงเวลาที่ปรับเทียบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลครั้งใหม่

                        ข้อ ๒๒  ในกรณีที่อุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติชำรุดเสียหาย หรือ

ไม่สามารถใช้การได้ด้วยเหตุใด ๆ ผู้รับสัมปทานต้องประมาณอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ

ในระหว่างที่อุปกรณ์ชำรุดเสียหายหรือไม่สามารถใช้การได้ โดยใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการ

วัดอัตราการไหลตามที่อธิบดีเห็นชอบ

                        ข้อ ๒๓  อุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบอย่างน้อย

ให้ประกอบด้วย

                        (๑) มาตรวัดอัตราการไหล

                        (๒) อุปกรณ์ตรวจสอบมาตรวัดอัตราการไหล

                        (๓) อุปกรณ์เก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว หรือน้ำมันดิบ

                        (๔) อุปกรณ์ขจัดฟองอากาศ

                        (๕) เครื่องตรวจวัดปริมาณตะกอนและน้ำ

                        การแจ้งรายการและการปรับเทียบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลว

หรือน้ำมันดิบครั้งแรก ให้นำข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                        ข้อ ๒๔  มาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบต้องเป็น

แบบลูกสูบเคลื่อนที่ (POSITIVE DISPLACEMENT) หรือแบบอื่นที่อธิบดีเห็นชอบ

                        ข้อ ๒๕  ห้ามผู้รับสัมปทานติดตั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบโดย

ไม่ผ่านมาตรวัด และในการวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ ผู้รับสัมปทาน

ต้อง

                        (๑) ไม่ใช้มาตรวัดที่มีความสามารถวัดสูงสุดหรือต่ำสุดเกินหรือต่ำกว่าความดันและ

อัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

                        (๒) ไม่ใช้มาตรวัดวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบที่มี

ความถ่วงจำเพาะเกินที่กำหนด

                        (๓) ใช้ถังควบคุมความดันหรืออุปกรณ์อื่นที่อธิบดีเห็นชอบสำหรับรักษาระดับ

ความดันของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

                        (๔) ไม่ใช้มาตรวัดภายใต้ความดันกระตุ้น (SHOCK PRESSURE) เกินความ

สามารถของมาตรวัด

                        (๕) ไม่ปรับตัวเลขของมาตรวัดที่แสดงค่าปริมาณรวมของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ

น้ำมันดิบ

                        (๖) ไม่ถอดมาตรวัดหรืออุปกรณ์ของมาตรวัด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงาน

เจ้าหน้าที่

                        ข้อ ๒๖  อุปกรณ์ตรวจสอบมาตรวัดก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ ต้องเป็น

แบบใดแบบหนึ่ง ดังต่อไปนี้

                        (๑) แบบถังตรวจสอบความเที่ยงตรง (PROVER TANK)

                        (๒) แบบมาตรวัดมาตรฐาน (MASTER METER)

                        (๓) แบบกลไกแทนที่ (MECHANICAL DISPLACEMENT PROVER)

                        ข้อ ๒๗  อุปกรณ์เก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบต้องเป็นชนิด

ที่เก็บตัวอย่างตามสัดส่วนของการไหล (PROPORTIONAL TO FLOW)

                        ข้อ ๒๘  ในการติดตั้งอุปกรณ์เก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

ผู้รับสัมปทานต้อง

                        (๑) ติดตั้งอุปกรณ์เก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ ณ ตำแหน่ง

ที่ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบไหลผ่านก่อนถึงมาตรวัด

                        (๒) ติดตั้งอุปกรณ์เก็บตัวอย่าง ที่จุดศูนย์กลางของท่อส่งในแนวดิ่งโดยให้

ส่วนปลายทั้งสองข้างของอุปกรณ์เก็บตัวอย่างต้องอยู่ในแนวราบตลอดเวลา

                        (๓) ไม่ติดตั้งลิ้นปิดเปิดระหว่างอุปกรณ์เก็บตัวอย่างกับมาตรวัด

                        ข้อ ๒๙  ผู้รับสัมปทานต้องเก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

ในภาชนะที่สามารถป้องกันการระเหยได้

                        ข้อ ๓๐  อุปกรณ์ขจัดฟองอากาศต้องเป็นแบบที่สามารถขจัดฟองอากาศได้

โดยสมบูรณ์ และติดตั้ง ณ ตำแหน่งก่อนถึงอุปกรณ์เก็บตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

                        ข้อ ๓๑  เครื่องตรวจวัดตะกอนและน้ำต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

                        (๑) ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจพบตะกอนและน้ำเกินปริมาณที่กำหนด

                        (๒) มีอุปกรณ์ที่สามารถปิดการไหลหรือเปลี่ยนทิศทางการไหลของก๊าซ

ธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบได้ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือน

                        ข้อ ๓๒  เครื่องตรวจวัดปริมาณตะกอนและน้ำ ต้องติดตั้ง ณ ตำแหน่งก่อนถึงอุปกรณ์

ขจัดฟองอากาศ

                        ข้อ ๓๓  การหาค่าความถ่วงจำเพาะ ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติเหลว

หรือน้ำมันดิบ และปริมาณตะกอนและน้ำในก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์และวิธีการตามมาตรฐานของ AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND

MATERIALS (ASTM)

                        ข้อ ๓๔  การปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมัน

ดิบ ผู้รับสัมปทานต้อง

                        (๑) ปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลทุกสามสิบวันในกรณีที่มีการขนส่งอย่าง

สม่ำเสมอหรือปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลทุกครั้ง ในกรณีที่มีการขนส่งจากที่กักเก็บเป็น

ครั้งคราวหรือปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลตามที่อธิบดีสั่ง โดยมีเหตุผลสมควร  ทั้งนี้ โดย

กระทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่

                        (๒) ก่อนใช้อุปกรณ์ตรวจสอบมาตรวัดอัตราการไหลต้องทดสอบอุปกรณ์

ตรวจสอบไม่น้อยกว่าสี่ครั้งติดต่อกัน จนกว่าผลการทดสอบติดต่อกันสองครั้งได้ตัวเลขที่มีค่า

ห่างกันไม่เกินร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (๐.๐๕) จึงจะถือว่าอุปกรณ์ตรวจสอบนั้นมีความแน่นอน

และใช้ตรวจสอบได้

                        (๓) ในการคำนวณปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลต้องคำนวณความ

คลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากความดัน อุณหภูมิ และสภาพอัดได้ (COMPRESSIBILITY)

ของก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันดิบตามมาตรฐานของ AMERICAN PETROLEUM

 INSTITUTE (API) และ AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND

MATERIALS (ASTM) ด้วย และ

                        (ก) ถ้าใช้อุปกรณ์แบบถังตรวจสอบ ค่าของตัวเลขที่จะใช้ปรับเทียบมาตรวัดจะต้อง

เป็นค่าเฉลี่ยของตัวเลขที่ได้จากการทดสอบมาตรวัดติดต่อกันสองครั้ง โดยค่าของตัวเลขที่ได้

จากการทดสอบนั้นต้องห่างกันไม่เกินร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (๐.๐๕)

                        (ข) ถ้าใช้อุปกรณ์แบบมาตรวัดมาตรฐาน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิตมาตรวัด

และปรับเทียบโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบที่มีความถ่วงจำเพาะและอัตราการไหลที่ใกล้

้เคียงกันกับก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบที่ไหลผ่านมาตรวัดที่จะปรับเทียบค่าของตัวเลขที่จะใช้

ปรับเทียบมาตรวัดจะต้องเป็นค่าเฉลี่ยของตัวเลขที่ได้จากการทดสอบมาตรวัดติดต่อกันสามครั้ง โดยค่าของตัวเลขที่ได้จากการทดสอบนั้นต้องห่างกันไม่เกินร้อยละศูนย์จุดศูนย์สอง (๐.๐๒) และก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบที่ไหลผ่านมาตรวัดในการทดสอบแต่ละครั้งดังกล่าวต้อง

มีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของปริมาณสูงสุดที่มาตรวัดสามารถวัดได้ในเวลาหนึ่งชั่วโมง

                        (ค) ถ้าใช้อุปกรณ์แบบกลไกแทนที่ ค่าของตัวเลขที่จะใช้ปรับเทียบมาตรวัด

จะต้องเป็นค่าเฉลี่ยของตัวเลขที่ได้จากการทดสอบมาตรวัดติดต่อกันห้าครั้งในหกครั้ง โดยค่า

ของตัวเลขที่ได้จากการทดสอบนั้น ต้องห่างกันไม่เกินร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (๐.๐๕)

                        ข้อ ๓๕  ในการปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ

น้ำมันดิบตามข้อ ๓๔ หากผลการปรับเทียบครั้งที่แล้วกับครั้งหลังสุดได้ค่าเฉลี่ยของตัวเลขต่างกัน

เกินร้อยละศูนย์จุดสองห้า (๐.๒๕) ให้ถือว่ามาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ

น้ำมันดิบนั้นผิดปกติ

                        ข้อ ๓๖  ในกรณีที่มาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

ผิดปกติตามข้อ ๓๕ หรือชำรุด เสียหาย หรือไม่สามารถใช้การได้ด้วยเหตุใด ๆ ผู้รับสัมปทาน

ต้องจัดการแก้ไขหรือซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพปกติ พร้อมทั้งปรับเทียบก่อนที่จะนำมาตรวัดนั้น

ไปใช้วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ และให้นำข้อ ๒๒ มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

                        ข้อ ๓๗  การปรับเทียบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ ตาม

ข้อ ๒๐ (๓) หรือการปรับเทียบมาตรวัดอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ำมันดิบ

ตามข้อ ๓๔ (๑) ผู้รับสัมปทานต้องรายงานให้อธิบดีทราบตามแบบที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด

ภายในเจ็ดวันนับจากวันปรับเทียบเสร็จ

                        ข้อ ๓๘  ในกรณีที่ได้ก๊าซธรรมชาติขึ้นมาพร้อมกับน้ำมันดิบผู้รับสัมปทานต้อง

ดำเนินการตามสมควรเพื่อนำก๊าซธรรมชาตินั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ทุกวิถีทาง แต่ถ้าพิจารณา

ในด้านเศรษฐกิจแล้วไม่สามารถจะกระทำได้ ผู้รับสัมปทานจะเผาหรือทิ้งก๊าซธรรมชาตินั้นตาม

วิธีที่อธิบดีเห็นชอบก็ได้

                        ข้อ ๓๙  ก่อนดำเนินการสละหลุมผลิต ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งเหตุผลและวิธีการ

ที่จะสละหลุมผลิตเป็นหนังสือให้อธิบดีพิจารณา และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะดำเนินการได้

                        ข้อ ๔๐  เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานในที่ใดหรือเมื่อสัมปทานสิ้นอายุหรือถูก

เพิกถอน ผู้รับสัมปทานหรือผู้ซึ่งสัมปทานสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน ต้อง

                        (๑) ทำพื้นดินและพื้นน้ำให้กลับมีสภาพเหมือนเดินเท่าที่สามารถจะกระทำได้

                        (๒) ทำกำแพงหรือรั้วล้อมรอบขุม หลุม ร่อง และบ่อ ที่ผู้รับสัมปทานขุดไว้ และ

ที่ยังให้ประโยชน์อยู่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือสัตว์

                        (๓) ถมขุม หลุม ร่อง และบ่อที่ผู้รับสัมปทานขุดไว้ แต่ไม่ใช้ประโยชน์ต่อไป

ให้กลับมีสภาพเหมือนเดิมเท่าที่สามารถจะกระทำได้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น หรือ

ผู้รับสัมปทานตกลงกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นแล้ว

                        (๔) รื้อถอนฐานคอนกรีต โครงก่อสร้างและอาคารที่อยู่อาศัย นำเครื่องจักร

อุปกรณ์และวัสดุอื่นใดที่ไม่ใช้ประโยชน์ต่อไปแล้วออกจากบริเวณหลุมสำรวจหรือหลุมผลิตและ

เผาเศษปิโตรเลียมในบริเวณนั้นให้หมด ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น

                        (๕) ขนย้ายหรือทำลายสิ่งที่กีดขวาง รบกวนหรือเป็นอันตรายต่อการคมนาคม

การประมง หรือทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือบุคคลอื่น เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น

                        ผู้รับสัมปทานหรือผู้ซึ่งสัมปทานสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอนต้องกระทำการตาม

วรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงานหรือวันที่สัมปทาน

สิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน แล้วแต่กรณี"

 

                                                ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔

                                                          พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ

                                                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการผลิต

ปิโตรเลียมที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติ

ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการสร้างแท่นประกอบการผลิตและการวัด

อัตราการไหลของปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อประโยชน์ในการเก็บค่าภาคหลวง ในการนี้สมควรเพิ่ม

หลักเกณฑ์และวิธีการผลิตปิโตรเลียมในเรื่องดังกล่าว เพราะใกล้จะถึงกำหนดที่ผู้รับสัมปทาน

จะเริ่มผลิตปิโตรเลียมแล้ว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

[รก.๒๕๒๔/๑๖๗/๑พ./๗ ตุลาคม ๒๕๒๔]