กฎกระทรวงเกษตราธิการ
ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า
พุทธศักราช ๒๔๘๑
-------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและ
สงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ออกกฎกระทรวง
ไว้ดั่งต่อไปนี้
การสำรวจสอบสวนเขตป่าซึ่งจะจัดเป็นป่าคุ้มครอง
ข้อ ๑. ก่อนที่คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้นตามความในมาตรา ๕
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ จะทำการสำรวจสอบสวน
พิจารณาเขตป่าใด ๆ ที่จะจัดเป็นป่าคุ้มครองนั้น ให้คณะกรรมการนั้นประกาศโฆษณาล่วง
หน้าระบุท้องที่ซึ่งจะทำการสำรวจ และส่งประกาศนั้นไปปิดไว้ ณ ที่ต่าง ๆ อันได้กำหนด
ไว้ในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัตินั้น
ในการประกาศโฆษณาล่วงหน้านั้น ให้มีข้อความระบุไว้ดั่งต่อไปนี้
(ก) ท้องที่และแนวเขตรอบโดยประมาณ แห่งป่าซึ่งจะทำการสำรวจสอบสวน
และจัดเป็นป่าคุ้มครองนั้น
(ข) กำหนดวันที่จะรับจดบันทึกข้อความซึ่งบุคคลต่าง ๆ จะมาอ้างว่าเป็นผู้ที่
มีประโยชน์อยู่ในป่านั้น ๆ และวันสุดสิ้นแห่งการที่จะรับจดบันทึกนั้น ๆ ไว้ด้วย
ข้อ ๒. เมื่อได้ประกาศโฆษณาตามความในข้อ ๑ แห่งกฎนี้และครบกำหนด
เวลาประกาศโฆษณาล่วงหน้าตามความในมาตรา ๖ นั้นแล้ว ให้คณะกรรมการนั้นดำเนินการ
สอบสวนถึงประโยชน์ใด ๆ ของบุคคลใดซึ่งมีอยู่ หรืออ้างว่ามีอยู่ก่อนวันประกาศภายในเขต
ป่านั้น ตามระเบียบและวิธีการดั่งต่อไปนี้
(ก) ให้เรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎรในท้องที่นั้น ๆ และที่ตั้ง
ภูมิลำเนาอยู่โดยรอบบริเวณเขตป่านั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำการแสวงประโยชน์จากป่านั้น ๆ อยู่เพื่อ
ชี้แจงให้ทราบถึงท้องที่และแนวเขตรอบโดยประมาณแห่งป่าซึ่งจะจัดเป็นป่าคุ้มครองนั้นอีก
ครั้งหนึ่ง ในการประชุมที่กล่าวนี้จะแยกทำเป็นตำบลหนึ่ง ๆ หรือจะรวมกันครั้งหนึ่งหลาย
ตำบลก็ได้ ตามแต่จะได้ระบุกำหนดวันสำรวจสอบสวนไว้ในประกาศโฆษณาล่วงหน้านั้นแล้ว
และมีความสำคัญว่าในการประชุมชี้แจงนี้ เพื่อให้ราษฎรในท้องที่ดั่งกล่าวแล้วได้ทราบทั่วถึง
กันเป็นจำนวนมากที่สุดที่สามารถจะทำได้
(ข) เมื่อได้ทำการประชุมชี้แจงดั่งกล่าวแล้วในวรรคก่อนให้คณะกรรมการทำ
บันทึกหลักฐานขึ้นไว้ โดยให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมาประชุมอยู่ด้วยนั้นลงลายมือชื่อรับรองไว้ใน
บันทึกนั้นด้วย ส่วนข้อกล่าวอ้างของบุคคลใดซึ่งอ้างว่าได้รับประโยชน์อยู่จากป่านั้น ๆ โดยประการ
ใด ๆ เช่น เก็บหญ้า ตัดฟืน ตักน้ำ ฯลฯ ให้คณะกรรมการจดบันทึกถ้อยคำของผู้ที่มีประโยชน์อยู่
หรือที่อ้างว่ามีประโยชน์อยู่แต่ละรายพร้อมทั้งมีอำนาจที่จะเรียกให้ผู้นั้น ๆ นำพิสูจน์พยานหลักฐาน
ที่กล่าวอ้างนั้น ๆ ได้ด้วย
ข้อ ๓. การพิจารณาถึงประโยชน์ของบุคคลใดซึ่งมีอยู่หรืออ้างว่ามีอยู่ให้คณะ
กรรมการสอบสวนว่าบุคคลผู้นั้นได้รับประโยชน์นั้นมาโดยประการใด และให้พิจารณาต่อไปว่า
ประโยชน์นั้นควรที่จะอนุญาตให้บุคคลผู้นั้นคงทำการแสวงได้โดยเฉพาะตัวต่อไป หรือควรที่รัฐบาล
จะเพิกถอนเสียเพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์สาธารณะสืบไป
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าประโยชน์ของบุคคลใดอันมีอยู่นั้น ควรที่
รัฐบาลจะเพิกถอนเสียเพื่อประโยชน์สาธารณะดั่งกล่าวมาในวรรคก่อน ก็ให้รายงานไปยังรัฐมนตรี
พร้อมทั้งกำหนดจำนวนค่าทำขวัญที่เห็นสมควรจ่ายทดแทนให้ แล้วให้บุคคลผู้มีประโยชน์อยู่นั้น
ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ด้วย
เมื่อรัฐบาลสั่งเพิกถอนประโยชน์ดั่งกล่าวในวรรคก่อนแล้ว ถ้าตกลงกันในเรื่อง
ค่าทำขวัญได้ ก็ให้คณะกรรมการบันทึกข้อตกลงไว้ และจัดการจ่ายค่าทำขวัญให้เสร็จสิ้นเป็น
ราย ๆ ไป แต่ถ้ารายใดไม่เป็นที่ตกลงกันได้ ก็ให้คณะกรรมการส่งสำนวนที่ได้สอบสวนและพิจารณา
เฉพาะรายนั้นไปยังรัฐมนตรี และให้แจ้งโดยหนังสือให้ผู้นั้นทราบว่าตนจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุ
ผลที่คัดค้านตรงไปยังรัฐมนตรีด้วย โดยมีกำหนดให้ผู้ที่จะคัดค้านนั้นยื่นคำร้องให้ถึงรัฐมนตรีภาย
ในเวลาไม่เกินสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่คณะกรรมการได้แจ้งให้ทราบเป็นต้นไป
ข้อ ๔. ในกรณีที่ผู้มีประโยชน์อยู่หรืออ้างว่ามีประโยชน์อยู่ ไม่สามารถจะมาให้
ถ้อยคำแก่คณะกรรมการได้ด้วยตนเอง โดยมีเหตุจำเป็น ก็ให้ผู้นั้นทำคำร้องเป็นหนังสือแสดงราย
การแห่งประโยชน์และเหตุจำเป็นเช่นว่านั้น ยื่นต่อคณะกรรมการภายในกำหนดระยะเวลาสอบสวน
สำหรับท้องที่ตำบลนั้นที่คณะกรรมการได้ประกาศโฆษณาให้ทราบล่วงหน้าไว้แล้ว ในคำร้องนั้น
ให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองเหตุจำเป็นนั้นด้วย
การพิจารณาสอบสวนของคณะกรรมการในกรณีเช่นนี้ให้พึงปฏิบัติไปตามวิธี
การสอบสวนดั่งระบุไว้ในข้อ ๒ (ข) และข้อ ๓ แห่งกฎนี้โดยอนุโลม
ข้อ ๕. ถ้ากรณีใดปรากฏว่าบุคคลมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงใดตามกฎหมายที่
ดิน และคณะกรรมการเห็นว่าเป็นการจำเป็นที่จะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนั้นกลับคืนมาเป็นของ
แผ่นดิน เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ ก็ให้คณะ
กรรมการกันแนวเขตโดยรอบแห่งที่ดินแปลงนั้นออกไว้เสียต่างหากจากป่าที่จะจัดเป็นป่าคุ้มครอง
นั้น แล้วให้รายงานความเห็นไปยังรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยว่าสมควรจะบังคับการเวนคืนที่ดินแปลงนั้น
หรือไม่
ข้อ ๖. เมื่อคณะกรรมการได้สอบสวนและพิจารณาเขตป่าแห่งใดที่จะจัดเป็น
ป่าคุ้มครองเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอรายงานพร้อมด้วยแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตโดยรอบแห่งป่านั้น
ไปยังรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า
พุทธศักราช ๒๔๘๑
การสำรวจสอบสวนเขตป่าซึ่งจะจัดเป็นป่าสงวน
ข้อ ๗. การสำรวจสอบสวนเขตป่าใดซึ่งจะจัดเป็นป่าสงวนนั้น ให้คณะ
กรรมการดำเนินการสำรวจสอบสวนและพิจารณาตามวิธีการสำรวจสอบสวนเขตป่าซึ่งจะจัดเป็น
ป่าคุ้มครองโดยอนุโลม แต่เมื่อได้ทำการสำรวจสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการจัดทำหลัก
เขตถาวร และป้ายเครื่องหมายแสดงแนวเขตโดยรอบเขตป่าที่จะจัดเป็นป่าสงวนนั้นด้วย พร้อมกับ
ทำแผนที่รายละเอียดเสนอไปยังรัฐมนตรี
วิธีการทำหลักเขตก็ดี ทำป้ายเครื่องหมายก็ดี ให้จัดทำตามตัวอย่างและระเบียบ
การซึ่งกรมป่าไม้จะได้กำหนดวางขึ้นไว้เพื่อการนี้
ข้อ ๘. ให้คณะกรรมการสำรวจสอบสวนและบันทึกเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า การทำ
ไม้หรือการเก็บหาของป่าสิ่งใด ซึ่งราษฎรในท้องที่นั้น ๆ ได้แสวงประโยชน์อยู่เป็นอาชีพประจำอัน
ควรจะได้ประกาศอนุญาตไว้ เพื่อให้ราษฎรนั้น ๆ ทำการทำไม้หรือเก็บหาของป่านั้น ๆ ต่อไปได้โดย
ไม่ต้องขออนุญาตก่อนตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวน
ป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ ข้อความที่เป็นบันทึกดั่งกล่าวนี้ ให้คณะกรรมการเสนอไปยังอธิบดีกรมป่า
ไม้เพื่อจักได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมป่าสงวนซึ่งจะได้แต่งตั้งขึ้นจัดการประกาศไว้
ในบริเวณเขตป่าสงวนนั้นต่อไป
การวางโครงการป่าสงวน
และหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ทำไม้
และเก็บหาของป่าในป่าสงวน
ข้อ ๙. ป่าใดที่ได้จัดเป็นป่าสงวนแล้ว รัฐมนตรีจะได้วางโครงการเพื่อการจัด
บำรุงส่งเสริมเฉพาะป่าสงวนนั้นเป็นราย ๆ ไป ตลอดจนวางหลักเกณฑ์การอนุญาตการทำไม้และ
การเก็บหาของป่าในป่านั้นด้วย
การขออนุญาตทำไม้ หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวน
ข้อ ๑๐. ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตทำไม้ หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวนให้ยื่น
เรื่องราวขออนุญาตตามแบบพิมพ์ (แบบป่าสงวน ๑) ท้ายกฎนี้ และเมื่อได้รับอนุญาตตามความใน
กฎนี้แล้ว ผู้นั้นต้องปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติอันว่าด้วยการนั้นเสียก่อน แล้วจึงจะมีสิทธิเข้าไป
ทำการทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามที่ได้รับอนุญาตตามความในกฎนี้ได้ต่อไป
ข้อ ๑๑. ใบอนุญาตทำไม้ในป่าสงวนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมป่าสงวน
จะออกให้ตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑
นั้น ให้ใช้แบบพิมพ์ใบอนุญาต (แบบป่าสงวน ๒) ท้ายกฎนี้
ข้อ ๑๒. ใบอนุญาตเก็บหาของป่าในป่าสงวนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม
ป่าสงวนจะออกให้ตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช
๒๔๘๑ นั้น ให้ใช้แบบพิมพ์ใบอนุญาต (แบบป่าสงวน ๓) ท้ายกฎนี้
ข้อ ๑๓. การอนุญาตตามความในข้อ ๑๑ หรือข้อ ๑๒ แห่งกฎนี้ พนักงาน
เจ้าหน้าที่ผู้ให้อนุญาตจะให้ผู้รับอนุญาตรายใดรับปฏิบัติตามเงื่อนไขพิเศษใด ๆ ซึ่งกำหนดไว้ใน
หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ทำไม้และเก็บหาของป่าในป่าสงวนนั้นก็ให้กำหนดลงไว้ในใบอนุญาต
ของผู้รับใบอนุญาตรายนั้น
ข้อ ๑๔. บุคคลใดได้รับอนุญาตให้ทำไม้ หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวน เมื่อ
ประสงค์จะใช้คนงานของผู้รับอนุญาตเข้าทำการตามที่ได้รับอนุญาตไว้นั้น จะต้องขออนุญาตต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมป่าสงวน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนและพิจารณาเห็นสมควร
แล้ว ให้ออกใบอนุญาตคู่มือตามแบบพิมพ์ (แบบป่าสงวน ๔) ท้ายกฎนี้ ให้แก่คนงานของผู้รับ
อนุญาตเป็นรายตัวคนงานนั้นทุกคน
ข้อ ๑๕. ถ้าใบอนุญาตทำไม้ หรือใบอนุญาตเก็บหาของป่าซึ่งออกให้ตาม
ความในกฎนี้ศูนย์หายหรือเป็นอันตรายไปด้วยประการอื่น หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ที่ได้รับ
ใบอนุญาตนั้นมาขอรับใบแทนใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตเดิมและเมื่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนเห็นถูกต้องและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบแทนตามความในกฎนี้แล้ว
ให้ออกใบอนุญาตและบันทึกไว้ด้วยตัวแดงบนใบอนุญาตนั้นว่า "ใบแทน" ให้ใหม่ โดยให้มีข้อความ
และเงื่อนไขอันถูกต้องตรงกันกับใบอนุญาตเดิมทุกประการ
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมป่าสงวน
ข้อ ๑๖. เมื่อบุคคลผู้ใดได้ยื่นขออนุญาตทำไม้หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวน
ตามความในกฎนี้แล้ว และพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมป่าสงวนนั้นได้สั่งปฏิเสธไม่อนุญาต หรือสั่ง
อนุญาตให้ไม่เป็นที่พอใจของผู้ขออนุญาตนั้น ถ้าตนเห็นว่าคำสั่งนั้นยังไม่ชอบด้วยเหตุผลใด ๆ ก็
ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือไปยังรัฐมนตรี
คำอุทธรณ์นั้นให้แสดงรายการที่ขอ พร้อมทั้งชี้แจงโดยละเอียดถึงข้อที่ผู้ยื่น
อุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลประการใด และให้นำคำอุทธรณ์นั้น
ยื่นพร้อมกับวางเงินค่าธรรมเนียมการยื่นอุทธรณ์ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎนี้ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ภายในกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อ ๑๗. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับคำอุทธรณ์ ส่งคำอุทธรณ์นั้นไปยัง
รัฐมนตรีโดยส่งผ่านอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมทั้งให้ทำบันทึกคำชี้แจงประกอบเรื่องนั้นส่งไปด้วย
การส่งคำอุทธรณ์และบันทึกประกอบเรื่องต่อไปตามความในวรรคก่อน ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการส่งภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์นั้นไว้
อัตราค่าธรรมเนียม
ข้อ ๑๘. อัตราค่าธรรมเนียมตามความในกฎนี้ ให้กำหนดดั่งต่อไปนี้
(๑) ค่าแบบคำขอทำไม้หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวน ฉบับละ ๕ สตางค์
(๒) ค่าใบแทนใบอนุญาตทำไม้หรือเก็บหาของป่า
ในป่าสงวน ฉบับละ ๕๐ สตางค์
(๓) ค่าใบอนุญาตคู่มือสำหรับคนงานของผู้รับอนุญาต
ให้ทำไม้หรือเก็บหาของป่าในป่าสงวน ฉบับละ ๕ สตางค์
(๔) ค่าธรรมเนียมการยื่นอุทธรณ์สำหรับเรื่องการ
ขออนุญาตทำไม้ในป่าสงวน ๑๐ บาท
(๕) ค่าธรรมเนียมการยื่นอุทธรณ์สำหรับเรื่องการ
ขออนุญาตเก็บหาของป่าในป่าสงวน ๒ บาท
กฎให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
น.อ. เวชยันต์รังสฤษฎ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
[รก.๒๔๘๒/-/๖๖๗/๑๗ กรกฎาคม ๒๔๘๒]
พุทธชาด / แก้ไข
๓ ธันวาคม ๒๕๔๕
A+B (C)