หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ข้อบังคับกรมการประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
มีการแก้ไขเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
คำสั่ง:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: ข้อบังคับกรมการประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ (กลับไปยังฉบับหลัก)

ข้อบังคับกรมการประกันภัย

ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ[๑]

                  

 

ด้วยกรมการประกันภัย ได้นำวิธีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการนอกศาลมาใช้ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัยระหว่างผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้ได้รับความเสียหายตามสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย ทั้งนี้ ภายใต้การดำเนินการของกรมการประกันภัย

 

เพื่อให้กระบวนพิจารณาการระงับข้อพิพาท ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็วประหยัดและเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับกรมการประกันภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการขึ้น ดังต่อไปนี้

 

หมวด ๑

บทนิยาม

                  

 

ข้อ ๑  ในข้อบังคับนี้

(๑) คณะกรรมการ หมายถึง คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดี

(๒) อนุญาโตตุลาการ หมายถึง อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดข้อพิพาท ซึ่งกรมการประกันภัยได้ขึ้นทะเบียนอนุญาโตตุลาการกรมการประกันภัยไว้ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการ

(๓) ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ หมายถึง ข้อบังคับกรมการประกันภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ

(๔) พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายถึง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือ พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่อธิบดีมอบหมายให้ปฏิบัติการตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

(๕) อธิบดี หมายถึง อธิบดีกรมการประกันภัย หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมการประกันภัยมอบหมาย

 

หมวด ๒

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ

                  

 

ข้อ ๒  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย อธิบดีเป็นประธานคณะกรรมการ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด นายกสมาคมประกันวินาศภัย นายกสมาคมประกันชีวิตไทย นายกสมาคมนายหน้าประกันภัย และผู้แทนกรมการประกันภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้คณะกรรมการ แต่งตั้งข้าราชการสังกัดกรมการประกันภัยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่ง คราวละ ๒ ปี เมื่อครบวาระแล้วและยังคงเป็นผู้แทนตามวรรคแรก อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระในกรณีใดกรณีหนึ่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) พ้นจากการเป็นผู้แทนตามวรรคแรก

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้อธิบดีแต่งตั้งกรรมการขึ้นแทน จากบุคคลที่เป็นผู้แทนคนใหม่ของหน่วยงานนั้น โดยให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งนั้น

เมื่อครบวาระดังกล่าวในวรรคสาม หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นแทนให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่ง เพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนั้นเข้ารับหน้าที่

 

ข้อ ๓  การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมของคณะกรรมการ ถ้าประธานคณะกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

มติของที่ประชุมคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

 

ข้อ ๔  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) ประกาศกำหนดสถานที่ทำการของอนุญาโตตุลาการ

(๒) ประกาศกำหนดอัตราค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา การวางเงินเป็นหลักประกันค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา และค่าอากรแสตมป์ปิดคำชี้ขาด

(๓) ให้คำแนะหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

(๔) ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่เหมาะสมจะทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ เสนอต่อกรมการประกันภัยเพื่อขึ้นทะเบียนอนุญาโตตุลาการกรมการประกันภัย

ทะเบียนอนุญาโตตุลาการนี้ อาจเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งคราวตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

(๕) ออกประกาศ กำหนดระเบียบต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการนี้

 

หมวด ๓

การใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

                  

 

ข้อ ๕  ให้ใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการแก่การระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ภายใต้การดำเนินการของกรมการประกันภัย

การใดที่มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ให้ดำเนินการนั้นไปตามความตกลงของคู่พิพาท หรือตามที่อนุญาโตตุลาการเห็นสมควร หรือตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ แล้วแต่กรณี

 

ข้อ ๖  เพื่อประโยชน์ในการตีความข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ การส่งคำคู่ความหนังสือแจ้งความหรือเอกสารอื่นใดให้ถือว่ามีผลสมบูรณ์ เมื่อคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งหรือผู้แทนฝ่ายนั้นได้รับแล้วด้วยตนเอง หรือได้มีการส่งไปถึงภูมิลำเนา หรือสถานที่ประกอบธุรกิจของผู้รับ หากไม่สามารถสืบหาภูมิลำเนา หรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่แท้จริงได้ ให้ส่งไปยังถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่ทราบครั้งสุดท้ายของบุคคลนั้น

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วย ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลานั้นเป็นวันหยุด ซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงาน ให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวจนถึงวันที่เริ่มทำงานใหม่ วันหยุดซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงานและอยู่ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้รวมคำนวณเข้าไปในระยะเวลาด้วย

 

หมวด ๔

การดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาท

                  

 

ส่วนที่ ๑

การเสนอข้อพิพาท

                  

 

ข้อ ๗  ในการเสนอข้อพิพาทให้คู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทของตนต่ออธิบดีตามแบบที่กำหนด ประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) คำเสนอให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการภายใต้การดำเนินการของกรมการประกันภัย

(๒) ชื่อและที่อยู่ของคู่พิพาท

(๓) สัญญาหรือข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ

(๔) ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งข้อพิพาท หากข้อพิพาทนั้นเกี่ยวกับจำนวนเงินให้ระบุเงินที่เรียกร้องด้วย

(๕) คำขอให้ชี้ขาด

(๖) จำนวนอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนหรือสามคน

ในการเสนอข้อพิพาทตามวรรคแรก ให้คู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทยื่นสัญญาประกันภัยอันก่อให้เกิดข้อพิพาท หรือต้นฉบับเอกสารที่แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นฐานแห่งสิทธิเรียกร้อง หรือสำเนาเอกสารนั้นที่รับรองความถูกต้องแล้ว

 

ข้อ ๘  หนังสือเสนอข้อพิพาท ให้ยื่นที่ส่วนราชการสังกัดกรมการประกันภัยซึ่งคู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขตหรือที่กรมการประกันภัย

(๒) ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่สำนักงานประกันภัยจังหวัด

การยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจตามวรรคแรก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งไม่รับหนังสือเสนอข้อพิพาท และให้นำไปยื่นต่อส่วนราชการสังกัดกรมการประกันภัยที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าคู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทมีความประสงค์จะยื่นที่ส่วนราชการสังกัดกรมการประกันภัยที่เกิดเหตุ หรือที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยหรือที่ทำสัญญาประกันภัยอยู่ในเขตอำนาจก็ได้ โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และแสดงให้เห็นว่าการยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทที่ส่วนราชการนั้น จะเป็นการสะดวกต่อการดำเนินกระบวนพิจารณา

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้มีคำสั่งรับหนังสือเสนอข้อพิพาทตามวรรคแรกหรือวรรคสองแล้ว คู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทจะยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทเดียวกันนั้นต่อกรมการประกันภัยหรือส่วนราชการสังกัดกรมการประกันภัยที่อื่นใดอีกไม่ได้

 

ส่วนที่ ๒

การแจ้งการเสนอข้อพิพาท

                  

 

ข้อ ๙  เมื่อมีการยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาท และพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าหนังสือเสนอข้อพิพาทนั้นถูกต้องก็ให้รับหนังสือเสนอข้อพิพาทเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการเสนอข้อพิพาทเป็นหนังสือและส่งสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาทดังกล่าวไปยังคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ชักช้า ณ ภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจหรือถิ่นที่อยู่ของคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งนั้นโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือวิธีอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าหนังสือเสนอข้อพิพาทไม่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งไม่รับหนังสือเสนอข้อพิพาท เว้นแต่การไม่ถูกต้องนั้นสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ก็ให้คู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทแก้ไขให้ถูกต้อง

 

ส่วนที่ ๓

การยื่นคำคัดค้านและคำเรียกร้องแย้ง

                  

 

ข้อ ๑๐  เมื่อคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งได้รับหนังสือแจ้งการเสนอข้อพิพาทและสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาทแล้ว จะยื่นคำคัดค้านและเสนอคำเรียกร้องแย้งตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้ ให้ยื่นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการเสนอข้อพิพาทและสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาทนั้น

 

ข้อ ๑๑  เมื่อมีการยื่นคำเรียกร้องแย้ง ให้นำความในข้อ ๙ มาใช้กับคำเรียกร้องแย้งโดยอนุโลม

 

ข้อ ๑๒  การยื่นคำแก้คำเรียกร้องแย้ง ให้นำความในข้อ ๑๐ มาใช้บังคับกับคำแก้คำเรียกร้องแย้งโดยอนุโลม

 

ข้อ ๑๓  คำคัดค้าน คำเรียกร้องแย้ง และคำแก้คำเรียกร้องแย้ง ให้ยื่นที่ส่วนราชการสังกัดกรมการประกันภัย ที่ได้ยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทไว้

 

ส่วนที่ ๔

การแต่งตั้งผู้แทน

                  

 

ข้อ ๑๔  คู่พิพาทอาจตั้งผู้แทนหรือบุคคลใดเพื่อช่วยเหลือตนในการดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทก็ได้ ให้คู่พิพาทดังกล่าวแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้แทนหรือบุคคลซึ่งตนแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือ โดยทำเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนดยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อรวมไว้ในสำนวนความ

 

ส่วนที่ ๕

การตั้งอนุญาโตตุลาการ

                  

 

ข้อ ๑๕  ให้คู่พิพาทตั้งอนุญาโตตุลาการตามจำนวนดังต่อไปนี้

(๑) กรณีข้อพิพาทที่ไม่มีทุนทรัพย์ หรือข้อพิพาทที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้มีอนุญาโตตุลาการ จำนวน ๑ คน

(๒) กรณีข้อพิพาทที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้มีอนุญาโตตุลาการ จำนวน ๓ คน

 

ข้อ ๑๖  การตั้งอนุญาโตตุลาการ จำนวน ๑ คน ให้อธิบดีนัดพร้อมคู่พิพาทภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันรับคำคัดค้าน หรือคำคัดค้านแก้คำเรียกร้องแย้ง เมื่อคู่พิพาทมาพร้อมกันแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอรายชื่ออนุญาโตตุลาการในทะเบียนอนุญาโตตุลาการของกรมการประกันภัยพร้อมประวัติโดยย่ออย่างน้อย จำนวน ๓ ชื่อ และให้คู่พิพาทเลือกอนุญาโตตุลาการจากรายชื่อดังกล่าว เรียงลำดับก่อนหลังตามความพึงพอใจ

เมื่อตั้งอนุญาโตตุลาการตามวรรคแรกแล้ว ให้อธิบดีนัดวัดในการพิจารณานัดแรก

 

ข้อ ๑๗  เว้นแต่คู่พิพาทตกลงกันเป็นอย่างอื่น การตั้งอนุญาโตตุลาการจำนวน ๓ คน ให้อธิบดีนัดพร้อมคู่พิพาทภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันรับคำคัดค้าน หรือคำคัดค้านแก้คำเรียกร้องแย้ง เมื่อคู่พิพาทพร้อมกันแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอรายชื่ออนุญาโตตุลาการในทะเบียนอนุญาโตตุลาการของกรมการประกันภัยพร้อมประวัติโดยย่ออย่างน้อย จำนวน ๕ ชื่อ และให้คู่พิพาทเลือกอนุญาโตตุลาการจากรายชื่อดังกล่าวเรียงลำดับก่อนหลังตามความพึงพอใจ

เมื่อตั้งอนุญาโตตุลาการตามวรรคแรกแล้ว ให้อธิบดีนัดวันในการพิจารณานัดแรกแล้วให้อนุญาโตตุลาการกำหนดผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ

หากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายมิได้ดำเนินกาตามข้อ ๑๖ หรือข้อ ๑๗ วรรคแรก ให้อธิบดีทำการตั้งอนุญาโตตุลาการได้เอง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระ และความเป็นกลางของบุคคลที่จะได้รับการตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการ

 

ข้อ ๑๘  การตั้งอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนด

 

ข้อ ๑๙  คู่พิพาทอาจคัดค้านอนุญาโตตุลาการที่ร่วมกันตั้งตามข้อ ๑๖ หรือข้อ ๑๗ หากปรากฏข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่คู่พิพาทฝ่ายนั้นจะมิได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการคัดค้านในขณะที่ตั้งอนุญาโตตุลาการนั้น

การคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือแจ้งเหตุแห่งการคัดค้านโดยแจ้งชัด ยื่นต่ออธิบดีภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รู้เหตุแห่งการคัดค้าน ทั้งนี้ ต้องกระทำเสียก่อนวันที่อนุญาโตตุลาการสั่งปิดการพิจารณา

 

ข้อ ๒๐  หากคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการหรือผู้เป็นอนุญาโตตุลาการขอถอนตัวหลังจากการคัดค้าน ให้ดำเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นใหม่ แทนอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้าน ตามข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗

การที่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการหรือผู้เป็นอนุญาโตตุลาการขอถอนตัวตามวรรคแรกมิได้หมายถึงอนุญาโตตุลาการผู้นั้นยอมรับถึงความถูกต้อง แห่งเหตุคัดค้านอนุญาโตตุลาการ

 

ข้อ ๒๑  หากคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการและอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้านมิได้ถอนตัว ถ้าอธิบดีเห็นชอบกับคำคัดค้าน ให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗ ถ้าไม่เห็นชอบกับคำคัดค้านให้ยกคำคัดค้านเสียและให้เป็นที่ยุติ

กรณีคู่พิพาทที่คัดค้านไม่เห็นด้วยในคำวินิจฉัยของอธิบดี ตามวรรคแรกให้ดำเนินการคัดค้านต่อศาลได้ การดำเนินการดังกล่าว ไม่เป็นเหตุให้กระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการต้องหยุดชะงักลง เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 

ข้อ ๒๒  ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณา หากอนุญาโตตุลาการลาออก ตาย ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเหตุอื่น ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นใหม่แทนโดยวิธีเดียวกับการตั้งอนุญาโตตุลาการผู้นั้น

 

ข้อ ๒๓  หากอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นใหม่แทนตามข้อ ๒๐, ๒๑ และ ๒๒ เป็นอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนหรือเป็นอนุญาโตตุลาการสามคน แล้วแต่กรณี การที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการใหม่หรือไม่นั้น ให้เป็นดุลยพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือคณะอนุญาโตตุลาการนั้น

 

ส่วนที่ ๖

การตกลงและการประนีประนอมยอมความ

                  

 

ข้อ ๒๔  ก่อนวันที่อนุญาโตตุลาการพิจารณานัดแรก หากอธิบดีเห็นสมควรหรือคู่พิพาทประสงค์จะให้มีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความโดยกรมการประกันภัยให้อธิบดีนัดคู่พิพาทมาพร้อมกันเพื่อหาทางเจรจาทำการตกลงหรือประนีประนอมยอมความในข้อพิพาทนั้น

เมื่อคู่พิพาทตกลงหรือประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกันได้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ให้คู่พิพาททำสัญญาตกลงหรือประนีประนอมยอมความนั้นเป็นหนังสือและให้คู่พิพาทลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าว

 

หมวด ๕

วิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ

                  

 

ข้อ ๒๕  ไม่ว่าการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด หากอนุญาโตตุลาการเห็นเป็นการสมควร ให้อนุญาโตตุลาการมีอำนาจที่จะทำการประนอมข้อพิพาทนั้นได้

 

ข้อ ๒๖  เว้นแต่คู่พิพาท ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การสืบพยานให้เป็นไปตามวิธีการต่อไปนี้

(๑) ให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายยื่นบัญชีระบุพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือคำคัดค้านหรือคำเรียกร้องแย้ง หรือคำแก้คำเรียกร้องแย้งของตนต่ออนุญาโตตุลาการในวันพิจารณานัดแรก ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการเห็นสมควร อนุญาโตตุลาการมีอำนาจสั่งให้คู่พิพาทส่งเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทให้ก็ได้

(๒) การสืบพยานบุคคลให้กระทำโดย อนุญาโตตุลาการ ให้อนุญาโตตุลาการบันทึกคำพยานโดยย่อเพื่ออ่านและให้พยานลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แล้วเก็บรวมไว้ในสำนวนความ

(๓) อนุญาโตตุลาการจะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากกรมการประกันภัยช่วยบันทึกคำพยานก็ได้

(๔) การสืบพยานจะต้องกระทำอย่างเปิดเผย เว้นแต่คู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะร้องขอหรืออนุญาโตตุลาการเห็นสมควรให้ดำเนินกระบวนพิจารณาลับ

 

ข้อ ๒๗  คู่พิพาทฝ่ายใดกล่าวอ้างข้ออ้างใด ต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบให้ประจักษ์ตามข้ออ้างของตน

 

ข้อ ๒๘  อนุญาโตตุลาการ จะให้ผู้เชี่ยวชาญคนใดทำรายงานความเห็นเสนอก็ได้ กรณีเช่นนี้ให้คู่พิพาทแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญสอบถาม

เมื่อได้รับรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ให้อนุญาโตตุลาการแจ้งให้คู่พิพาททราบรายละเอียดในรายงานความเห็นนั้น และหากคู่พิพาทร้องขอก็ให้ทำสำเนารายงานความเห็นนั้นให้

คู่พิพาทอาจยื่นคำร้องขอซักถามผู้เชี่ยวชาญก็ได้ หากอนุญาโตตุลาการพิจารณาอนุญาต ก็นำวิธีการสืบพยานในข้อ ๒๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ข้อ ๒๙  คู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาทไม่มาตามกำหนดนัดพิจารณานัดแรกและมิได้แจ้งเหตุขัดข้อง ให้อนุญาโตตุลาการสั่งจำหน่ายข้อพิพาทเสียก็ได้

ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาตามกำหนดนัดพิจารณา และมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา หรือมิได้แจ้งเหตุขัดข้องก่อนเริ่มพิจารณา หากอนุญาโตตุลาการเห็นเป็นการสมควรให้ดำเนินการพิจารณาไปแต่ฝ่ายเดียว

กรณีคู่พิพาทฝ่ายผู้รับประกันภัยขอเลื่อนกำหนดพิจารณาและอนุญาโตตุลาการเห็นสมควรให้เลื่อนนัดพิจารณา ให้อนุญาโตตุลาการคิดค่าปรับเป็นค่าใช้จ่ายจากผู้ขอเลื่อนตามความเป็นจริงได้ เพื่อจ่ายให้กับคู่พิพาทฝ่ายเสนอข้อพิพาท ทั้งนี้จะขอเลื่อนได้ไม่เกิน ๒ นัด

ถ้าคู่พิพาทไม่มีพยานอื่นใด มาเสนอต่ออนุญาโตตุลาการอีก ก็ให้อนุญาโตตุลาการสั่งปิดการพิจารณาและนัดชี้ขาด

 

หมวด ๖

คำชี้ขาด

                  

 

ข้อ ๓๐  คำชี้ขาดจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่กระบวนการตั้งอนุญาโตตุลาการเสร็จสิ้นลง ถ้ามีเหตุจำเป็นให้เป็นดุลยพินิจของอนุญาโตตุลาการที่จะขยายเวลาออกไปได้อีกตามสมควร

 

ข้อ ๓๑  คำชี้ขาดให้วินิจฉัยไปตามเสียงข้างมากของอนุญาโตตุลาการ

อนุญาโตตุลาการ จะกำหนดหรือชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอให้ชี้ขาดของคู่พิพาทไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา หรือค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นการชี้ขาดให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันระหว่างคู่พิพาท

 

ข้อ ๓๒  อนุญาโตตุลาการจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักแห่งกฎหมายและความยุติธรรม

ในการตีความสัญญาประกันภัยให้คำนึงถึงสภาพความเป็นไปได้และแนวปฏิบัติทางการค้า ของสัญญาประกันภัยนั้น ๆ ด้วย

 

ข้อ ๓๓  คำชี้ขาดจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการระบุ วัน เดือน ปี และสถานที่ที่ทำคำชี้ขาดไว้โดยชัดแจ้ง ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการคนใดไม่ลงลายมือชื่อไว้ ให้อนุญาโตตุลาการอื่นหรืออธิบดี จดแจ้งเหตุขัดข้องไว้

คำชี้ขาดจะต้องระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้อธิบดีและกรมการประกันภัยเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เว้นแต่เป็นกระบวนพิจารณาลับ ต้องได้รับความยินยอมจากคู่พิพาท

เมื่อทำคำชี้ขาดแล้ว ให้รีบส่งสำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่พิพาทที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและให้ถือว่าคำชี้ขาดมีผลผูกพันคู่พิพาทแล้ว ตั้งแต่สำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่พิพาทฝ่ายนั้น

 

ข้อ ๓๔  ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึง เมื่อเกิดความสงสัยตามควรเกี่ยวกับข้อความในคำชี้ขาด คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องขอเป็นหนังสือต่ออธิบดี ให้อนุญาโตตุลาการตีความข้อความนั้นได้ คำตีความให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาด และต้องปฏิบัติไปในทำนองเดียวกับการทำคำชี้ขาด

 

ข้อ ๓๕  ถ้าในคำชี้ขาดใดมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่ออนุญาโตตุลาการ หรือเมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องขอเป็นหนังสือต่ออธิบดี อนุญาโตตุลาการอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

 

ข้อ ๓๖  ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่สำเนาชี้ขาดไปถึง เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่ามิได้ชี้ขาดในข้อประเด็นสาระสำคัญใด ก็อาจยื่นคำร้องขอต่ออธิบดีเป็นหนังสือตามแบบที่กรมการประกันภัยกำหนด ขอให้อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นข้อนั้นได้

ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อประเด็นนั้นเป็นข้อสาระสำคัญ และยังมิได้ชี้ขาดไว้ ก็ให้ทำคำชี้ขาดในประเด็นนั้นให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่คู่พิพาทฝ่ายนั้นได้ยื่นคำร้องขอ

ถ้าอนุญาโตตุลาการเห็นว่าการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมนั้น ไม่อาจกระทำได้นอกจากจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก็อาจสั่งให้คู่พิพาทนำพยานหลักฐานมาสืบได้ อนึ่ง อนุญาโตตุลาการจะต้องทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมดังกล่าว ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คู่พิพาทได้ยื่นคำร้องขอ

ถ้ามีเหตุจำเป็นให้เป็นดุลยพินิจของอนุญาโตตุลาการที่จะขยายเวลาออกไปได้อีกตามสมควร และเมื่อทำคำชี้ขาดแล้ว ให้รีบส่งสำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่พิพาทที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและให้ถือว่าคำชี้ขาดมีผลผูกพันแล้ว ตั้งแต่สำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่พิพาทฝ่ายนั้น

 

ข้อ ๓๗  เมื่ออนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาด ทำคำตีความ แก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย หรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว ให้อนุญาโตตุลาการส่งมอบสำนวนทั้งหมดให้แก่กรมการประกันภัย

 

หมวด ๗

ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา

และการวางเงินเป็นหลักประกัน

                  

 

ข้อ ๓๘  ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งแนบท้ายข้อบังคับนี้

 

ข้อ ๓๙  ให้คู่พิพาทวางเงินเป็นหลักประกันค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา และค่าอากรแสตมป์ปิดคำชี้ขาด ในวันยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งแนบท้ายข้อบังคับนี้

ถ้าคู่พิพาทมิได้วางเงินเป็นหลักประกันตามวรรคแรกให้ครบจำนวน ให้อธิบดีมีคำสั่งไม่รับหนังสือเสนอข้อพิพาท

ในกรณีที่มีการประนีประนอมยอมความ หรือถอนข้อพิพาทก่อนตั้งอนุญาโตตุลาการให้คืนเงินที่วางเป็นหลักประกันตามวรรคแรกแก่ผู้วางหลักประกันหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาแล้ว (ถ้ามี)

 

ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศข้อบังคับนี้เป็นต้นไป

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

บรรพต  หงษ์ทอง

อธิบดีกรมการประกันภัย


[เอกสารแนบท้าย]

 

๑.  หนังสือเสนอข้อพิพาท (อ.ปภ. 1)

๒.  คำคัดค้าน (อปภ. 2)

๓.  คำแก้คำเรียกร้องแย้ง (อ.ปภ. 3)

๔.  หนังสือตั้งผู้แทนเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา (อ.ปภ. 4)

๕.  หนังสือตั้งอนุญาโตตุลาการ (อ.ปภ. 5)

๖.  คำร้อง (อ.ปภ. 6)

 

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัชศักดิ์/พิมพ์

๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ กันยายน ๒๕๕๑

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนที่ ๙๖ ง/หน้า ๗๑/๑ ธันวาคม ๒๕๔๑