ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐
โดยที่ ตามมาตรา ๕๘ วรรคสี่ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บัญญัติไว้ว่า “ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่ดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว” ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษแก่ บสท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ บสท. ใช้เป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในทางคดีให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วโดยศาลไม่ต้องไต่สวนตามกระบวนการปกติ
แต่ในปัจจุบัน ศาลล้มละลายกลางมีแนวทางในการสั่งคำร้องขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาตรา ๕๘ วรรคสี่ ของ บสท. โดยยึดถือแนวทางตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๑๑๒/๒๕๕๐ ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า “การที่ศาลพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันเด็ดขาดทันที โดยมิได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้อง และดำเนินการส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสลูกหนี้ได้คัดค้านก่อนนั้นไม่ชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕๘ วรรคสี่ พิพากษาให้ศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้อง และส่งสำเนาคำร้องให้ลูกหนี้คัดค้านภายในระยะเวลาที่ศาลล้มละลายกลางกำหนด และทำการไต่สวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี”
ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องทุกคดีและ บสท. จะต้องนำสืบในการไต่สวนให้ได้ความว่า ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับท บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่ดำเนินการได้อย่างไร ทำให้มาตรการบังคับใช้ตามมาตรา ๕๘ วรรคสี่ มีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินงานไม่แตกต่างกับการดำเนินคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ แต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้น ในหลายกรณีการดำเนินการดังกล่าวยังใช้เวลานานกว่าการดำเนินคดีล้มละลายตามปกติโดยทั่วไป ซึ่งทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของ บสท. มิได้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในทางคดีสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล และเป็นประโยชน์ต่อ บสท. ในการแก้ปัญหาของประเทศในเรื่องการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมากที่สุด อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะกำหนดให้ใช้มาตรการดำเนินการกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ อีกทางหนึ่ง ภายในบังคับตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔
จึงเห็นสมควร แก้ไข เพิ่มเติม ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ฉบับลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) และ (๙) แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐”
ข้อ ๒ ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น ข้อ ๒๙ ทวิ แห่งประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ฉบับลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕
“ข้อ ๒๙ ทวิ ในกรณีที่ บสท.ได้ดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ แต่ไม่สามารถทำการปรับโครงสร้างหนี้ได้ หรือ ลูกหนี้และ/หรือผู้ค้ำประกันไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ และลูกหนี้และ/หรือผู้ค้ำประกันอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถถูกฟ้องล้มละลายได้คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาให้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ และ/หรือผู้ค้ำประกันให้ล้มละลายตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายก็ได้”
ทั้งนี้ ให้ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]
ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
โอฬาร ไชยประวัติ
ประธานกรรมการ
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ
๑๖ มกราคม ๒๕๕๑