หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
มีการแก้ไขเมื่อปี:
ประกาศ:
ข้อบังคับ:

กำลังแสดง: ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (กลับไปยังฉบับหลัก)

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

                       

 

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) และ (๙) แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้วยคุณภาพ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง สรุปหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ และประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง วิธีการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๔

 

หมวดที่  

หลักการและแนวปฏิบัติ

                       

 

ส่วนที่  

หลักการทั่วไป

                       

 

ข้อ ๒  บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการการบังคับและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน หรือการใช้มาตราการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ โดยคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้

(๑)  เพื่อให้เกิดมูลค่าและผลตอบแทนสูงสุดต่อส่วนรวม และมีภาระและส่วนสูญเสียต่อภาครัฐและผู้เสียภาษีน้อยที่สุด

(๒)  สามารถช่วยฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และทำให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

(๓)  สามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ภายใต้กฎหมายและทรัพยากรที่เอื้ออำนวยให้ บสท. กระทำได้

(๔)  ดำเนินการด้วยความโปร่งใส มีการปฏิบัติที่เท่าเทียม และยุติธรรมต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

ข้อ ๓  ให้พนักงานของ บสท. หรือผู้บริหารสินทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารจัดทำความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานะเบื้องต้น และข้อเสนอแนะในการดำเนินการกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับโครงสร้างกิจการ หรือบังคับและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน รวมทั้งใช้สิทธิทางศาลเพื่อดำเนินการกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกัน โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในประกาศนี้

 

ข้อ ๔  ในเบื้องต้น บสท. จะดำเนินการกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมา ดังต่อไปนี้

(๑)  สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ให้พิจารณาดำเนินการโดยการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ

(๒)  สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ปิดกิจการเป็นการถาวร ให้พิจารณาดำเนินการโดยการบังคับและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

(๓)  สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ยังไม่ทราบสถานะที่ชัดเจนหรือที่ปิดกิจการเป็นการชั่วคราวให้พิจารณาเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รอความชัดเจนในการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ บสท. อาจพิจารณาใช้สิทธิทางศาลกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพข้างต้น ในกรณีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล บสท. อาจพิจารณาสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แล้วแต่กรณี

 

ข้อ ๕  กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้รายเดียว ให้มีการกำกับ ดูแลเป็นกองสินทรัพย์ตามสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยคณะกรรมการบริหารอาจมอบหมายให้ผู้บริหารสินทรัพย์ที่เป็นผู้โอน หรือบุคคลอื่นเป็นผู้พิจารณาและจัดทำความเห็นเกี่ยวกับสถานะเบื้องต้น และข้อเสนอแนะในการดำเนินการ และจัดทำรายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบภายในสามสิบวัน นับจากวันที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้คณะกรรมการบริหารกำหนดแนวทางการดำเนินการกับกองสินทรัพย์นั้น

 

ข้อ ๖  กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้ตั้งแต่สองรายขึ้นไป ให้มีการกำกับดูแลเป็นรายสินทรัพย์ โดยคณะกรรมการบริหารอาจมอบหมายให้ผู้บริหารสินทรัพย์ที่เป็นผู้โอนที่มีมูลหนี้มากที่สุด หรือผู้โอนรายใดรายหนึ่งที่เหมาะสม หรือบุคคลอื่น เป็นผู้พิจารณาและจัดทำความเห็นเกี่ยวกับสถานะเบื้องต้น และข้อเสนอแนะในการดำเนินการและจัดทำรายงานให้คณะกรรมการบริหารทราบภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้คณะกรรมการบริหารพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการกับรายสินทรัพย์นั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารอาจจะว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เพื่อจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับโครงสร้างกิจการร่วมกับผู้บริหารสินทรัพย์สำหรับลูกหนี้รายที่มีความซับซ้อนได้

 

ส่วนที่  

หลักการในการปรับโครงสร้างหนี้และโครงสร้างกิจการ

                       

 

ข้อ ๗  บสท. มีหลักการในการปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ ดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน หรือผู้เกี่ยวข้องต้องแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน โดยการให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วยความรวดเร็ว ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด รวมทั้งให้ความร่วมมือในการเจรจา และการดำเนินการใดๆ เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการบรรลุผลสำเร็จ

(๒)  การปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการบริหารกำหนด ตามลักษณะและประเภทของลูกหนี้ รวมทั้งความซับซ้อนในการดำเนินการ

(๓)  เจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเท่าเทียมในการรับรู้ข้อมูลของลูกหนี้และเจ้าหนี้ รวมทั้งได้รับความยุติธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ

(๔)  ส่วนสูญเสียใดๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงของการปรับโครงสร้างหนี้หรือโครงสร้างกิจการไม่ว่าการปรับลดเงินต้น การปรับลดดอกเบี้ย หรือการแปลงหนี้เป็นทุน ฯลฯ ก็ตาม บสท. จะรับภาระในส่วนที่ต่ำกว่าต้นทุน ในสัดส่วนที่น้อยกว่าลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน หรือผู้เกี่ยวข้อง

(๕)  ลูกหนี้จะต้องปฏิบัติตามแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และจะต้องพิจารณาใช้วิจารณญาณในการดำเนินการใด ๆ อย่างรอบคอบและเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อไม่ทำให้ทรัพย์สินหรือมูลค่ากิจการด้อยค่าลง โดยไม่มีเหตุผลอันควร

(๖)  ในกรณีที่ลูกหนี้มีความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อใหม่เพิ่มเติม คระกรรมการบริหารอาจพิจารณาให้เจ้าหนี้ที่สนับสนุนสินเชื่อใหม่ได้รับสิทธิชำระหนี้จากกระแสเงินสดของลูกหนี้ในสัดส่วนที่สูงกว่าและเสร็จสิ้นก่อน บสท. รวมถึงในกรณีที่ต้องมีการบังคับหลักประกันมาจำหน่าย เพื่อชำระหนี้ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ

สินเชื่อใหม่ ได้แก่ การอนุมัติวงเงินให้กู้ยืม หรือภาระผูกพันต่างๆ ที่เป็นการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้หลังจากวันที่ บสท. ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ในการช่วยฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

(๗)  ข้อตกลงใดๆ จะต้องไม่ทำให้สิทธิและสัดส่วนของหลักประกัน ซึ่ง บสท. มีอยู่ลดลงเว้นแต่มีภาระหนี้ที่เกิดจากการให้สินเชื่อใหม่ โดยสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

(๘)  คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาคัดเลือกผู้ให้สินเชื่อใหม่ โดยให้ผู้โอนที่มีมูลหนี้ลำดับสูงสุดเป็นผู้มีสิทธิก่อน หากผู้โอนดังกล่าวไม่ใช้สิทธิ ก็ให้ผู้โอนที่มีมูลหนี้ลำดับรองลงมามีสิทธิตามลำดับแต่ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้เดิมด้วยเสียงเอกฉันท์

 

ส่วนที่  

หลักการในการบังคับหลักประกันและการดำเนินการกับทรัพย์สิน

                       

 

ข้อ ๘  บสท. มีหลักการในการบังคับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือ หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริต

(๒)  ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ

(๓)  ลูกหนี้ปิดกิจการ หรือคณะกรรมการบริหารเห็นว่ากิจการของลูกหนี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

(๔)  คณะกรรมการบริหารอาจเลือกใช้วิธีรับโอนทรัพย์สินเพื่อรับชำระหนี้จากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่น

 

ข้อ ๙  บสท. มีหลักการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ บสท. บังคับหลักประกัน ดังต่อไปนี้

(๑)  การจำหน่ายโดยวิธีขายทอดตลาด หรือวิธีการอื่นใดที่คณะกรรมการบริหารเห็นว่าเหมาะสมโดยจะดำเนินการจำหน่ายอย่างเปิดเผยและโปร่งใส

(๒)  การรับโอนทรัพย์สินแทนการจำหน่าย ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาด

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุด และเป็นประโยชน์กับ บสท. และผู้ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด

 

ข้อ ๑๐  บสท. มีหลักการในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ บสท. รับโอนจากการบังคับหลักประกัน หรือจากความยินยอมของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

(๑)  การขายทอดตลาด หรือวิธีการอื่นใดที่คณะกรรมการบริหารเห็นว่าเหมาะสม

(๒)  พัฒนาทรัพย์สินที่รับโอนมาก่อนนำออกจำหน่าย

(๓)  การหาผู้ร่วมทุน การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้าบริหาร การควบหรือรวมกิจการ เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้มากที่สุดก่อนนำออกจำหน่าย

(๔)  การให้เช่าทรัพย์สินที่ บสท. รับโอนมาเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดในระหว่างการพิจารณาดำเนินการจัดการทรัพย์สิน

 

ส่วนที่  

แนวปฏิบัติสำหรับลูกหนี้

                       

 

ข้อ ๑๑  บสท. กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกหนี้ ดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้ต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินที่แท้จริง

(๒)  ลูกหนี้ต้องนำเสนอแผนธุรกิจที่ชัดเจน ภายใต้สมมติฐานที่เหมาะสม

(๓)  ลูกหนี้ต้องมีความสามารถในการชำระหนี้ และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ บสท.

(๔)  ลูกหนี้ต้องยินยอมให้ขายหรือรับโอนทรัพยสินเพื่อชำระหนี้ สำหรับทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ

(๕)  ลูกหนี้จะไม่กระทำการใดๆ ต่อไปนี้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร ดังนี้

(ก)  การให้กู้ยืม การก่อหนี้ หรือการก่อภาระผูกพันเพิ่มเติมใดๆ แก่หลักประกันหรือทรัพย์สินของลูกหนี้

(ข)  การจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของลูกหนี้

(ค)  การเพิ่มทุน ลดทุน เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือขายหุ้นให้กับบุคคลภายนอก

(ง)  การลงทุน หรือการขยายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core Asset) ของลูกหนี้

(จ)  การกระทำอื่นใดที่คณะกรรมการบริหารอาจกำหนดเพิ่มเติม

(๖)  ลูกหนี้ต้องให้ความร่วมมือกับ บสท. หรือบุคคลที่ บสท. มอบหมายในการติดตามสอบทานการรับ การจ่ายเงิน และติดตามการดำเนินงาน

(๗)  ลูกหนี้ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. หรือมีเจตนาไม่สุจริต หรือในกรณีที่การปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการล้มเหลว บสท. จะดำเนินโดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามที่เห็นสมควร

 

ส่วนที่  

แนวปฏิบัติสำหรับผู้ค้ำประกัน

                       

 

ข้อ ๑๒  บสท. กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้ค้ำประกัน ดังต่อไปนี้

(๑)  ผู้ค้ำประกันยังคงมีความรับผิดชอบจนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้เสร็จสิ้น

(๒)  ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากหนี้ เมื่อลูกหนี้ได้ผ่อนชำระหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ถ้าในขณะใดขณะหนึ่งลูกหนี้ได้ให้หลักประกันตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควรแล้ว

(๓)  ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากหนี้ เมื่อลูกหนี้ได้มีการชำระหนี้บางส่วนและลูกหนี้ไม่มีทรัพย์อื่นใดที่จะนำมาชำระหนี้ได้อีก และผู้ค้ำประกันได้ยอมชำระหนี้ส่วนที่เหลือไม่น้อยกว่าสองในสามหรือจำนวนที่น้อยกว่านั้น ตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด

(๔)  ผู้ค้ำประกันที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. หรือมีเจตนาไม่สุจริต หรือในกรณีที่การปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการล้มเหลว บสท. จะดำเนินโดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามที่เห็นสมควร

 

หมวดที่  

การปรับโครงสร้างหนี้

                       

 

ส่วนที่  

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

                       

 

ข้อ ๑๓  สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. จะพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ที่ลูกหนี้เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ไม่ว่าจะมีผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่ก็ตาม และมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้ได้ลงนามในหนังสือรับสภาพหนี้ที่กรรมการผู้จัดการกำหนดและมีหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่ากิจการของลูกหนี้อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการต่อไปได้ หรือเริ่มกิจการใหม่ได้ และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ หรือ

(๒)  มีหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าการดำเนินกิจการของลูกหนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูหรือการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือ

(๓)  ลูกหนี้นำทรัพย์สินอื่นที่ปราศจากภาระผูกพันใด ๆ มาเป็นหลักประกันเพิ่มให้แก่ บสท. ด้วยมูลค่าของทรัพย์สินที่คณะกรรมการบริหารยอมรับได้ หรือผู้ค้ำประกันมีฐานะทางการเงินดีและยอมตนชำระหนี้คืนให้แก่ บสท. หรือ

(๔)  การปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าการดำเนินการโดยวิธีอื่น

 

ข้อ ๑๔  ระยะเวลาและจำนวนเงินที่ชำระหนี้ต้องสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ตามกระแสเงินสด

 

ข้อ ๑๕  คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เป็นวงเงินหมุนเวียนประเภททวงถาม หรือหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการหมุนเวียน ให้เป็นหนี้ระยะยาวทั้งหมดหรือบางส่วนให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ตามกระแสเงินสด

 

ข้อ ๑๖  การปรับลดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยค้างชำระ คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาปรับลดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยค้างชำระให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ตามกระแสเงินสด

ในการปรับลดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ คณะกรรมการบริหารจะพิจารณารับภาระในส่วนที่ต่ำกว่าต้นทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องรับภาระ

ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาปรับลดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยค้างชำระให้แก่ลูกหนี้ในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหาร หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องปรับลดให้แก่ลูกหนี้

ทั้งนี้ การชำระหนี้หลังจากการปรับลดดังกล่าวให้ชำระแก่ บสท. ก่อน

 

ข้อ ๑๗  อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ให้ใช้อัตราถัวเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate : MLR) ของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ห้าแห่ง ณ วันลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

ในระยะเวลาหนึ่งถึงห้าปีแรกของการปรับโครงสร้างหนี้ คณะกรรมการบริหารอาจผ่อนผันให้ใช้อัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภทเฉพาะที่เป็นเงินบาท รวมทั้งเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ห้าแห่ง โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

 

ข้อ ๑๘  การชำระหนี้บางส่วนเป็นเงินสดก่อนที่สัญญาปรับโครงสร้างหนี้มีผลบังคับใช้ให้นำจัดสรรชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นของลูกหนี้รายนั้น ๆ และสำหรับเจ้าหนี้เดิมรายที่ลูกหนี้นำชำระ เว้นแต่เงื่อนไขในการจัดสรรชำระหนี้ตามข้อตกลงเดิมของแต่ละราย เจ้าหนี้จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้การจัดสรรชำระหนี้เป็นไปตามนั้น ทั้งให้ใช้บังคับกับกรณีที่แม้ไม่มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่มีการอนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม

 

ข้อ ๑๙  การตีราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเพื่อโอนชำระหนี้ ให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ บสท. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เรื่อง การตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้

ทั้งนี้ การรับโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ข้างต้น ให้ถือเป็นการชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระตามลำดับ

 

ข้อ ๒๐  การรับโอนทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกันเพื่อโอนชำระหนี้ต้องเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน ผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่นที่ปราศจากภาระผูกพันใด ๆ และเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวให้ความยินยอมและเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือสามารถเปลี่ยนมือได้ และให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ บสท. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้

ทั้งนี้ การรับโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ข้างต้น ให้ถือเป็นการชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระตามลำดับ

 

ข้อ ๒๑  การรับโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ คณะกรรมการบริหารอาจให้สิทธิเจ้าของทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่นซื้อคืนทรัพย์สินที่โอนชำระหนี้ก่อนโดยไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้เดิมหรือผู้เกี่ยวข้องในการซื้อ

การให้สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องมีระยะเวลาการซื้อคืนไม่เกินสามปี ตามความเหมาะสมของลักษณะและประเภทของทรัพย์สิน ทั้งนี้ ไม่จำกัดสิทธิ บสท. ในการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว

ราคาซื้อคืนทรัพย์สินดังกล่าว ต้องไม่ต่ำกว่าราคาตีโอนชำระหนี้บวกด้วยค่าใช้จ่ายในการถือครอง (Carrying Cost) ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate : MLR) ถัวเฉลี่ยของเจ้าหนี้สถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์เดิมทุกรายนับจากวันที่มีการตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้จนถึงวันที่มีการซื้อคืนทรัพย์สิน

 

ข้อ ๒๒  คณะกรรมการบริหารอาจให้สิทธิลูกหนี้เช่าทรัพย์สินเพื่อดำเนินธุรกิจต่อโดยทำสัญญาเช่าปีต่อปี หรือตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับสภาพและประเภทของทรัพย์สินที่ให้เช่า

การคิดอัตราค่าเช่า ให้คิดเป็นรายเดือน แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราตลาดอ้างอิงและยอมรับได้สำหรับกรณีที่ไม่มีอัตราตลาดอ้างอิง อัตราค่าเช่าต่อปีไม่ควรต่ำกว่าร้อยละห้าของราคาประเมินทรัพย์สินที่โอนชำระหนี้ โดยให้พิจารณาตามประเภททรัพย์สินที่ให้เช่า ทั้งนี้ เงื่อนไขการเช่าทรัพย์สินของลูกหนี้จะต้องไม่จำกัดสิทธิ บสท. ในการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว

 

ข้อ ๒๓  การจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้อาจดำเนินการได้ดังต่อไปนี้

(๑)  เป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

(๒)  ทรัพย์สินอื่นใดที่ปราศจากภาระผูกพัน

การจำหน่ายทรัพย์สินข้างต้น ต้องไม่เป็นทรัพย์สินหลักทางธุรกิจ (Non - Core Asset) ในกรณีทรัพย์สินที่จะจำหน่ายเป็นทรัพย์สินหลักทางธุรกิจ (Core Asset) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารเป็นรายกรณี

ราคาจากการจำหน่ายทรัพย์สินข้างต้น ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมินตามประกาศคณะกรรมการ บสท. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เรื่อง การตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้ (เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร)

การจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันทำการถัดไป นับจากวันที่รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว โดยให้ถือเป็นการชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นหรือดอกเบี้ยค้างชำระตามเงื่อนไขที่ระบุในแผนปรับโครงสร้างหนี้

 

ข้อ ๒๔  คณะกรรมการบริหารอาจปรับโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีแปลงหนี้เป็นทุนตามเงื่อนไข ดังนี้

(๑)  ยินยอมแปลงหนี้เป็นทุน ในกรณีที่ลูกหนี้ได้ทำการลดทุนเพื่อรับรู้ส่วนขาดทุนสะสมเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่ลูกหนี้มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถลดทุนได้ เช่น ไม่มีการขาดทุนสะสม หรือถูกจำกัดสิทธิในการลดทุนตามข้อผูกพันกับผู้ร่วมทุน ให้นำเสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติเป็นรายกรณี

(๒)  ต้องได้สิทธิถือหุ้นหลังแปลงหนี้เป็นทุน ในสัดส่วนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว

(๓)  ยินยอมแปลงหนี้เป็นทุน ในราคาไม่เกินราคาตามมูลค่าทางธุรกิจ ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวจะต้องไม่เกินมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value)

(๔)  สามารถจำหน่ายหุ้นดังกล่าวคืนให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่นทั้งใน หรือนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ได้ โดยในแผนปรับโครงสร้างหนี้จะต้องระบุผู้มีสิทธิซื้อคืนราคาขาย และเงื่อนไขต่างๆ ไว้ในแผนปรับโครงสร้างหนี้อย่างชัดเจน

(๕)  ในกรณีที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารสามารถดำเนินการได้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาทยอยให้หุ้นหรือตราสารทุนที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุนแก่ลูกหนี้หรือผู้บริหารกิจการของลูกหนี้

 

ข้อ ๒๕  การจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย ต้องสอดคล้องกับแผนปรับโครงสร้างหนี้ที่คณะกรรมการบริหารเห็นชอบ และตามแนวทางสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มาตรฐานของ บสท.

 

ข้อ ๒๖  ถ้าลูกหนี้ ผู้บริหารของลูกหนี้ และผู้ค้ำประกัน ถ้าหากมี ได้ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ และได้มีการชำระหนี้ตามที่ได้ปรับโครงสร้างแล้วทั้งหมด ให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้นั้น

 

ข้อ ๒๗  ในการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้รับการผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ดำเนินการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และในขณะใดขณะหนึ่ง ถ้าลูกหนี้ได้ให้หลักประกันอื่นตามสมควรแล้ว ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้ที่ยังค้างชำระอยู่นั้น

ทรัพย์สินที่คณะกรรมการบริหารจะรับเป็นหลักประกันเพิ่มเติมข้างต้น ต้องปราศจากภาระผูกพันใดๆ และเจ้าของกรรมสิทธิ์มีหนังสือยินยอมจดทะเบียนจำนองหรือยินยอมจำนำให้แก่ บสท. เพื่อเป็นหลักประกันเพิ่มเติม และเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่ บสท. จะต้องทำหนังสือค้ำประกันมูลหนี้เท่ากับมูลค่าของทรัพย์สินที่มาเป็นหลักประกันเพิ่มเติมจนกว่าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามมูลหนี้ดังกล่าวเสร็จสิ้น หรือจำหน่ายหลักประกันเพิ่มเติมดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

ทรัพย์สินที่คณะกรรมการบริหารจะรับเป็นหลักประกันเพิ่มเติมจะต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าจำนวนหนี้ค้างชำระทั้งหมดตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ในเวลาที่ลูกหนี้ได้ให้หลักประกันเพิ่มเติมแก่ บสท.

การประเมินราคาหลักประกันเพิ่มเติมจะต้องทำการประเมินตามประกาศคณะกรรมการ บสท. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้ และลูกหนี้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาหลักประกันเพิ่มเติมนั้น

 

ข้อ ๒๘  ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วบางส่วน และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะนำมาชำระหนี้ได้อีก หากผู้ค้ำประกันได้ยอมตนชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไม่น้อยกว่าสองในสามหรือในจำนวนที่น้อยกว่านั้นตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้นั้น

ในการยอมตนชำระหนี้ข้างต้น หากผู้ค้ำประกันนำทรัพย์สินมาโอนชำระหนี้ราคาของทรัพย์สินจะต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนหนี้ส่วนที่เหลือ

การประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ บสท. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตีราคาทรัพย์สินโอนชำระหนี้ และลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าว

 

ข้อ ๒๙  คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาดำเนินการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑)  เมื่อลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่ดำเนินการได้ ดังนี้

(ก)  ได้รับหนังสือจากกรรมการผู้จัดการในการแจ้งความประสงค์ให้ติดต่อ บสท. เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดไม่น้อยกว่าสองครั้ง และลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ติดต่อกลับมายัง บสท. หรือ

(ข)  กำหนดให้ลูกหนี้เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ภายในเวลาที่กรรมการผู้จัดการกำหนดและลูกหนี้ไม่เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้มาภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือแก่ บสท. หรือ

(ค)  กำหนดให้เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ภายในเวลาที่กรรมการผู้จัดการกำหนด แต่ถ้ากรรมการผู้จัดการเห็นว่ามีรายละเอียดของแผนปรับโครงสร้างหนี้ไม่ชัดเจน หรือไม่เพียงพอในการปรับโครงสร้างหนี้และให้ลูกหนี้แก้ไขเพิ่มเติมแผนปรับโครงสร้างหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่แก้ไขเพิ่มเติมแผนปรับโครงสร้างหนี้มาภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือแก่ บสท. หรือ

(ง)  การกระทำอันแสดงให้เห็นว่าเป็นการไม่ยินยอมหรือประวิงเวลา โดยไม่มีเหตุอันควรในการลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ บสท. หรือ

(จ)  การกระทำอันแสดงให้เห็นว่าผิดสัญญาปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในที่กำหนดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของ บสท. หรือ

(ฉ)  การกระทำอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้

(๒)  กระทำการอันเป็นการยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริต ดังนี้

(ก)  โอนทรัพย์สินหรือสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่น ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร หรือ

(ข)  โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินของตนไปโดยการแสดงเจตนาลวงหรือโดยการฉ้อฉลไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร หรือ

(ค)  โอนทรัพย์สินของตน หรือก่อให้เกิดทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร หรือ

(ง)  ยักย้ายทรัพย์สินไปให้พ้นจากการบังคับหลักประกันหรือยอมตนให้ต้องคำพิพากษาซึ่งบังคับให้ชำระเงินซึ่งตนไม่ควรต้องชำระเพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ หรือ

(จ)  การกระทำอื่นใดที่อันแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันมีการกระทำอันแสดงให้เห็นว่ายักย้าย ถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริต

 

ส่วนที่  

แนวทางการพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างหนี้

                       

 

ข้อ ๓๐  การพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างหนี้ต้องอยู่ภายใต้แนวทางและมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติแก่ลูกหนี้แต่ละราย ภายใต้แนวทาง ดังต่อไปนี้

(๑)  ภาพรวมของแผน

(ก)  ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้

(ข)  ระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้และระยะเวลาในการบริหารแผนที่เหมาะสม

(ค)  อัตราที่ได้รับชำระคืน (Recovery Rate) ตามแผนมีค่าสูงกว่าการบังคับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน โดยไม่นับรวมอยู่ในจำนวนหนี้ที่แปลงเป็นทุนในอัตราที่ได้รับชำระคืน (Recovery Rate)

(ง)  มีข้อกำหนดในการหลุดพ้นจากหนี้ ภาระค้ำประกันและการยกเลิกสิทธิต่างๆ ที่ได้รับจากแผนปรับโครงสร้างหนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้หรือผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้องของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันหรือผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแผน

(๒)  ความสามารถในการดำรงอยู่ของลูกหนี้

(ก)  เปรียบเทียบแนวโน้มทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรมโดยภาพรวมกับแนวโน้มทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรมของลูกหนี้

(ข)  แนวทางและกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันการเพิ่มผลผลิตและการลดต้นทุนของลูกหนี้

(๓)  ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

(ก)  สอบทานประมาณการทางการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

(ข)  ความสมเหตุสมผลของข้อสมมติฐานที่ใช้ในการจัดทำประมาณการ

(ค)  วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงข้อสมมติฐานและปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจมีผลต่อประมาณการหรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

(ง)  ความสมเหตุสมผลของแผนทางการตลาด การผลิต และการเงินของลูกหนี้

(จ)  แผนการบริหารจัดการ การควบคุมภายใน และระบบข้อมูล

(ฉ)  การจัดแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน หรือทำนองเดียวกันไว้ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อการปฏิบัติอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน เว้นแต่เจ้าหนี้รายที่เสียเปรียบจะให้ความยินยอมเป็นหนังสือ

(๔)  ข้อกำหนดในแผนปรับโครงสร้างหนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

 

ส่วนที่  

กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

                       

 

ข้อ ๓๑  กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. รับโอนมาให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  ให้พนักงาน บสท. หรือผู้ได้รับมอบหมาย เรียกและจัดประชุมลูกหนี้ และผู้โอนภายในห้าวันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการบริหารเห็นชอบให้มีการปรับโครงสร้างหนี้

(๒)  ในกรณีที่จำเป็น ให้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ หรือที่ปรึกษาทางกฎหมายอิสระหรือผู้สอบบัญชีอิสระ หรือผู้ประเมินราคาอิสระ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิบวันทำการ นับแต่วันเริ่มประชุมกับลูกหนี้และผู้โอน

(๓)  ให้พนักงาน บสท. หรือผู้ได้รับมอบหมาย รวบรวมและจัดทำข้อมูล เช่น รายงานการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน (Due Diligence) แผนธุรกิจ (Business Plan) รายงานการประเมินราคาเป็นต้น

(๔)  ให้พนักงาน บสท. หรือผู้ได้รับมอบหมาย มีการจัดทำร่างแผนปรับโครงสร้างหนี้ โดยต้องแบ่งแยกให้ภาระหนี้ที่มีลักษณะและสิทธิระดับเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันอย่างชัดเจน เช่น กลุ่มภาระหน้าที่มีหลักประกัน (Secured Debt) ซึ่งเป็นกลุ่มภาระหนี้ที่มีหลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core Asset) และกลุ่มภาระหนี้ที่มีหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์สินหลัก (Non-core Asset) และกลุ่มภาระหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Debt) เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดลำดับการชำระหนี้ให้แต่ละกลุ่มมีภาระหนี้อย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล

(๕)  ระยะเวลาตามขั้นตอนที่ระบุใน (๓) และ (๔) สำหรับกรณีเจ้าหนี้รายเดียวให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันทำการ สำหรับกรณีเจ้าหนี้หลายรายให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันทำการ นับแต่วันเริ่มประชุมกับลูกหนี้และผู้โอนตาม (๑)

ในกรณีที่มีเหตุอันควร ซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุข้างต้นได้ กรรมการผู้จัดการอาจพิจารณาขยายเวลาการดำเนินการตามความเหมาะสม การขอขยายเวลาดำเนินการดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือจากผู้บริหารสินทรัพย์หรือเจ้าหนี้ที่ได้รับมอบหมายหรือที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เพื่อให้กรรมการผู้จัดการพิจารณาก่อนวันครบกำหนดเดิมอย่างน้อยสิบวัน

(๖)  ในกรณีที่จำเป็นให้พนักงาน บสท. ปรับปรุงแก้ไขร่างแผนปรับโครงสร้างหนี้

(๗)  ให้พนักงาน บสท. จัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ฉบับสมบูรณ์เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร

(๘)  ให้ดำเนินการตาม (๖) และ (๗) ให้แล้วเสร็จภายในสิบวัน นับจากวันที่ครบกำหนดเวลาตาม (๕)

(๙)  ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผู้ที่เกี่ยวข้องอาจทบทวนแก้ไขแผนปรับโครงสร้างหนี้ได้ ดังนี้

(ก)  กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมในแผนปรับโครงสร้างหนี้ สามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาแก้ไขแผน พร้อมแสดงเหตุผล และเสนอแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนต่อคณะกรรมการบริหารอย่างน้อยห้าวันก่อนวันพิจารณา

(ข)  กรณีที่อนุมัติแผนปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในแผนดังกล่าวได้ เนื่องจากภาวะการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาแก้ไขแผน พร้อมแสดงเหตุผล และเสนอแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนต่อคณะกรรมการบริหาร ก่อนวันที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนได้

(๑๐)  ให้คณะกรรมการบริหารรายงานผลการดำเนินการในการปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะกรรมการอย่างน้อยทุกรอบสามเดือน

 

หมวดที่  

การปรับโครงสร้างกิจการ

                       

 

ส่วนที่  

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

                       

 

ข้อ ๓๒  สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาให้ทำการปรับโครงสร้างกิจการ เพื่อให้การดำเนินกิจการของลูกหนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้เป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ว่าจะมีบุคคลเป็นผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่ก็ตาม และ

(๒)  บสท. เป็นเจ้าหนี้ในจำนวนเกินกว่าร้อยละห้าสิบของมูลหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ที่ปรากฏในงบดุลหลังสุดที่ลูกหนี้ยื่นต่อนายทะเบียน และ

(๓)  มีหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่ากิจการของลูกหนี้อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการต่อไปได้หรือการดำเนินกิจการต่อไป จะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูหรือการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และ

(๔)  ลูกหนี้ให้ความยินยอมหรือแสดงความจำนงเป็นหนังสือให้มีการปรับโครงสร้างกิจการตามแบบที่กรรมการผู้จัดการกำหนด โดยยินยอมรับพันธะตามกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และประกาศนี้

 

ข้อ ๓๓  ในการปรับโครงสร้างกิจการ คณะกรรมการบริหารมีอำนาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  ควบหรือรวมกิจการของลูกหนี้ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของลูกหนี้

(๒)  ยุบเลิกกิจการบางส่วนของลูกหนี้

(๓)  ดำเนินการเพื่อให้เจ้าหนี้อื่นของลูกหนี้ซึ่งเข้าร่วมในการปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้

(๔)  ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

 

ข้อ ๓๔  การควบหรือรวมกิจการอาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  นิติบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ของ บสท. จะควบหรือรวม ต้องมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงกว่าลูกหนี้ หรือมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือมีโอกาสทางธุรกิจที่ดีกว่า ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหนี้และ บสท.

(๒)  เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการดำเนินกิจการของลูกหนี้ หากปรับโครงสร้างหนี้กับการควบหรือรวมกิจการแล้ว การควบหรือรวมกิจการทำให้กิจการมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ต้นทุนการผลิตและการดำเนินงานลดลง

(๓)  ในกรณีที่เห็นว่าหากควบหรือรวมกิจการแล้วจะทำให้กิจการนั้นมีสัดส่วนมูลค่าการตลาด ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการแข่งขันโดยเสรี ประโยชน์ของผู้บริโภค หรือการพัฒนาภาคการผลิตที่เกี่ยวข้อง ผู้จัดทำแผนจะต้องทำการศึกษาผลกระทบดังกล่าวและกลไกในการป้องกันการผูกขาดและคุ้มครองผู้บริโภค โดยระบุในแผนปรับโครงสร้างกิจการเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณา และนำเสนอแผนดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อน แล้วดำเนินการตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

(๔)  กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด

 

ข้อ ๓๕  การเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล คณะกรรมการบริหารอาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  เพื่อจัดการผลประโยชน์ของ บสท. อันจะช่วยในการเพิ่มมูลค่าและเป็นประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินรอการจำหน่ายของ บสท. ทั้งนี้ การเข้าร่วมกิจการกับบุคคลใด ๆ จะต้องมีวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมทุนอย่างชัดเจน

(๒)  การแปลงหนี้เป็นทุนต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้

(ก)  ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระหรือผู้จัดทำแผนให้ความเห็นว่า กิจการของลูกหนี้มีความสามารถในการดำรงอยู่ต่อไปได้ดี

(ข)  ยินยอมแปลงหนี้เป็นทุน ในกรณีที่ลูกหนี้ได้ทำการลดทุน เพื่อรับรู้ส่วนขาดทุนสะสมเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่ลูกหนี้มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถลดทุนได้ เช่น ไม่มีการขาดทุนสะสมหรือถูกจำกัดสิทธิในการลดทุนตามข้อผูกพันกับผู้ร่วมทุน ให้นำเสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติเป็นรายกรณี

(ค)  หลังจากมีการแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว บสท. จะเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วของลูกหนี้ ทั้งนี้ เพื่อกำกับ ดูแลลูกหนี้ให้ดำเนินการตามแผนในกรณีปรับโครงสร้างกิจการ

(ง)  ยินยอมแปลงหนี้เป็นทุนในราคาไม่เกินราคาตามมูลค่าทางธุรกิจ แต่ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวจะต้องไม่เกินมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value)

 

ข้อ ๓๖  คณะกรรมการบริหารอาจดำเนินการกับหุ้นที่แปลงหนี้เป็นทุนได้ ดังต่อไปนี้

(๑)  จำหน่ายหุ้นดังกล่าวให้แก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่น ทั้งในหรือนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในแผนจะต้องระบุผู้มีสิทธิซื้อคืนราคาขายและเงื่อนไขต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน

(๒)  ทยอยให้หุ้นหรือตราสารทุนที่ บสท. ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุนแก่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้สามารถดำเนินการได้ตามแผน

 

ข้อ ๓๗  เมื่อเงื่อนไขใดๆ ที่กำหนดไว้ในการบริหารแผนมิได้เกิดขึ้นตามที่กำหนดไว้ หรือการบริหารแผนต่อไปจะทำให้เกิดหนี้สินแก่ลูกหนี้มากขึ้น หรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้การปรับโครงสร้างกิจการไม่เกิดประโยชน์ต่อ บสท. เจ้าหนี้อื่น หรือลูกหนี้ ให้ผู้บริหารแผนหรือผู้กำกับดูแลการบริหารแผนรายงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อ บสท. เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อคณะกรรมการบริหารเห็นชอบแล้ว ให้ขออนุมัติต่อคณะกรรมการเพื่อยุติการปรับโครงสร้างกิจการ และดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑)  ในกรณีที่ลูกหนี้เห็นชอบด้วย ให้ดำเนินการเลิกกิจการของลูกหนี้และขายทรัพย์สินทั้งปวง เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ บสท. ในกรณีนี้เมื่อ บสท. ได้รับชำระหนี้เท่าใด ให้หนี้ที่เหลือเป็นอันพับกันไป และให้บุคคลซึ่งค้ำประกันหนี้ดังกล่าวไว้เป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน

(๒)  ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่เห็นชอบด้วย กรรมการผู้จัดการอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันล้มละลาย และให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้และผู้คํ้าประกันเด็ดขาด

 

ข้อ ๓๘  หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างกิจการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในส่วนนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่  

แนวทางการพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างกิจการ

                       

 

ข้อ ๓๙  ในการพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างกิจการให้นำแนวทางการพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างหนี้มาใช้โดยอนุโลม

 

ส่วนที่  

กระบวนการปรับโครงสร้างกิจการ

                       

 

ข้อ ๔๐  กระบวนการปรับโครงสร้างกิจการของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. รับโอนมาให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  ให้ลูกหนี้แสดงความจำนงเพื่อยินยอมให้ปรับโครงสร้างกิจการ ตามแบบที่กรรมการผู้จัดการกำหนด

(๒)  เมื่อคณะกรรมการบริหารอนุมัติ ให้มีการปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้แล้ว ให้กรรมการผู้จัดการดำเนินการจัดหาผู้จัดทำแผนเพื่อให้คณะกรรมการบริหารอนุมัติแต่งตั้งภายในเจ็ดวันทำการ

(๓)  เมื่อผู้จัดทำแผนได้รับการแต่งตั้งแล้ว ให้ผู้จัดทำแผนดำเนินการ ดังนี้

(ก)  จัดประชุมร่วมกันระหว่างผู้จัดทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้อื่นภายในเจ็ดวันทำการ นับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดทำแผน โดยแจ้งเป็นหนังสือให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้แต่ละรายตามหลักฐานเท่าที่มีอยู่ และลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวัน โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ที่จะจัดให้มีการประชุม พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เจ้าหนี้จะต้องนำมาแสดง

(ข)  สอบทานยอดหนี้ของเจ้าหนี้ทุกรายจากเอกสารหลักฐานที่ได้รับเพื่อความถูกต้องของมูลหนี้ (หากผู้จัดทำแผนพบว่ามูลหนี้ไม่ถูกต้อง และหาข้อยุติกับเจ้าหนี้รายนั้น ๆ ไม่ได้ให้ผู้จัดทำแผนนำข้อพิพาทนั้นสู่ศาล)

(ค)  ดำเนินการจัดเตรียมร่างแผนให้แล้วเสร็จและนำส่งให้กับ บสท. ภายในหกสิบวัน นับจากวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดทำแผน ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาขยายเวลาการดำเนินการในข้อนี้ออกไปได้ตามความเหมาะสม โดยผู้จัดทำแผนจะต้องทำหนังสือร้องขอต่อกรรมการผู้จัดการ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติการขยายระยะเวลาก่อนวันครบกำหนดเดิมอย่างน้อยสิบวัน

(ง)  ระหว่างการจัดทำแผนให้ผู้จัดทำแผนจัดทำรายงานชี้แจงสถานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของลูกหนี้ รวมทั้งความคืนหน้าในการจัดทำแผน และส่งให้ บสท. ทุกสิ้นเดือน

(จ)  ให้ผู้จัดทำแผนจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อหารือแผน และเตรียมแผนฉบับสมบูรณ์ภายในสิบวันทำการ นับจากวันที่ผู้จัดทำแผนนำส่งร่างแผนให้กับ บสท.

(๔)  หากผู้จัดทำแผนปฏิบัติงานบกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของ บสท. คณะกรรมการบริหารสามารถถอดถอนผู้จัดทำแผนได้ โดยผู้จัดทำแผนไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าชดเชยใดๆ ไม่ว่าจะมีระบุไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดทำแผนหรือไม่ก็ตาม

(๕)  เมื่อคณะกรรมการบริหารอนุมัติแผนภายในสิบวันทำการ นับจากวันที่ผู้จัดทำแผนนำส่งแผนฉบับสมบูรณ์ให้กับ บสท. หากลูกหนี้มีความประสงค์จะแก้ไขแผนให้ร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารภายในสามวัน นับแต่วันเสนอแผน

(๖)  หากคณะกรรมการบริหารอนุมัติแผน โดยมิได้ดำเนินการให้แก้ไขแผนตามที่ลูกหนี้ร้องของลูกหนี้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในสามวัน นับจากวันที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติแผน โดยคณะกรรมการจะมีการพิจารณาการแก้ไขแผนภายในสามสิบวันทำการ นับจากวันที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติแผน

(๗)  เมื่อมีมติคณะกรรมการบริหารหรือมติคณะกรรมการเป็นที่สุดแล้ว กรรมการผู้จัดการจะยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลาย และขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวภายในห้าวันทำการ เพื่อพิจารณาแผนดังกล่าว

(๘)  เมื่อศาลมีคำสั่งอนุมัติแผนแล้ว ให้คณะกรรมการบริหารแต่งตั้งผู้บริหารแผนและผู้กำกับดูแลการบริหารแผน และให้กรรมการผู้จัดการลงโฆษณาคำสั่งอนุมัติแผนและคำสั่งแต่งตั้งในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวัน

(๙)  หลังจากศาลมีคำสั่งอนุมัติแผน และในแผนมีการปรับโครงสร้างหนี้รวมอยู่ด้วย กรรมการผู้จัดการอาจให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ บสท. ตามระยะเวลาที่กรรมการผู้จัดการกำหนดเพื่อดำเนินการต่อไป

(๑๐)  ในกรณีที่ผู้กำกับดูแลการบริหารแผนหรือผู้แทนของผู้บริหารของลูกหนี้เห็นว่า ผู้บริหารแผนมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน หรือกระทำการใดอันจะเป็นการเสียหายต่อลูกหนี้ หรือผิดวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างกิจการ ให้มีสิทธิทักท้วงต่อผู้บริหารแผน โดยระบุพฤติกรรมแห่งการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งการทักท้วงนั้น

ให้ผู้บริหารแผนพิจารณาคำทักท้วงโดยปรึกษาหารือร่วมกันดูแลการบริหารแผนและผู้แทนของผู้บริหารของลูกหนี้ ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริหารวินิจฉัยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการบริหารให้เป็นที่สุด

ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารเห็นว่าคำทักท้วงของผู้กำกับดูแลการบริหารแผนหรือผู้แทนของผู้บริหารของลูกหนี้มีเหตุผลอันสมควร และการให้ผู้บริหารแผนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายต่อการปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้ ให้คณะกรรมการบริหารดำเนินการให้มีการถอดถอนผู้บริหารแผนและแต่งตั้งผู้บริหารแผนใหม่

(๑๑)  ค่าธรรมเนียมผู้บริหารแผนและผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผนให้เรียกเก็บจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

(๑๒)  ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นควรให้ยุติการปรับโครงสร้างกิจการ หากลูกหนี้เห็นชอบด้วยให้ดำเนินการเลิกกิจการของลูกหนี้และขายทรัพย์สินทั้งปวงเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ บสท. และหากลูกหนี้ไม่เห็นชอบด้วย กรรมการผู้จัดการจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันล้มละลายและให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเด็ดขาด

(๑๓)  ให้คณะกรรมการบริหารรายงานผลการดำเนินการในการปรับโครงสร้างกิจการต่อคณะกรรมการอย่างน้อยทุกรอบสามเดือน

 

ส่วนที่  

หน้าที่ของผู้จัดทำแผน

                       

 

ข้อ ๔๑  ในแผนปรับโครงสร้างกิจการอย่างน้อยผู้จัดทำแผนจะต้องระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑)  เหตุผลที่ทำให้มีการปรับโครงสร้างกิจการ

(๒)  หากมีเหตุผลที่จะควบหรือรวมกิจการ ให้วิเคราะห์การควบหรือรวมกิจการ และแผนการควบหรือรวมกิจการของลูกหนี้

(๓)  ความเห็นเรื่องความเป็นไปได้ถึงการดำรงอยู่ของกิจการของลูกหนี้ รวมทั้งแนวโน้มทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรม

(๔)  รายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ ในขณะที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติให้มีการปรับโครงสร้างกิจการ

(๕)  ขั้นตอนของการปรับโครงสร้างกิจการ เช่น แผนการบริหารจัดการ การควบคุมภายในแผนการตลาด การผลิต เป็นต้น

(๖)  สมมติฐานและประมาณการทางการเงิน แผนการและวิธีการชำระหนี้โดยละเอียดการขยายระยะเวลาชำระหนี้ การปรับลดหนี้ การแปลงหนี้เป็นทุน การลดทุน เพิ่มทุนและการจัดกลุ่มเจ้าหนี้

(๗)  แผนการดำเนินการหากมีเจ้าหนี้อื่นมาขอรับชำระหนี้เพิ่มเติม

(๘)  แนวทางการแก้ปัญหาในกรณีขาดสภาพคล่องชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติตามแผน

(๙)  วิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้

(๑๐)  การก่อหนี้และระดมเงินทุน รวมตลอดถึงแหล่งของเงินทุน และเงื่อนไขแห่งหนี้สินและการระดมเงินทุนดังกล่าว

(๑๑)  อัตราที่ได้รับชำระคืน (Recovery Rate) ตามแผนที่ บสท. และเจ้าหนี้อื่นจะได้รับ

(๑๒)  มาตรการในการจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้

(๑๓)  เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลและประโยชน์อื่นใด

(๑๔)  การไถ่ถอนหลักประกันในกรณีที่มีเจ้าหนี้มีหลักประกัน และความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

(๑๕)  การไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาในกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้

(๑๖)  ชื่อ คุณสมบัติ หนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน และค่าตอบแทน

(๑๗)  การแต่งตั้งและการพ้นตำแหน่งของผู้บริหารแผน

(๑๘)  การกำหนดความรับผิดชอบของผู้บริหารแผนในกรณีที่ผู้จัดทำแผนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผน

(๑๙)  ระยะเวลาดำเนินการตามแผน

 

ส่วนที่  

หน้าที่ของผู้บริหารแผน

                       

 

ข้อ ๔๒  เมื่อได้รับคำสั่งแต่งตั้งผู้บริหารแผนแล้ว ให้ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน ดวงตรา สมุดบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน และกิจการของลูกหนี้แก่ผู้บริหารแผนภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้บริหารแผน เพื่อการนี้ ให้ผู้บริหารแผนมีอำนาจเรียกให้ผู้ครอบครองส่งมอบทรัพย์สิน ดวงตรา สมุดบัญชี และเอกสารข้างต้นแก่ตนได้

 

ข้อ ๔๓  ผู้บริหารแผนมีอำนาจในการบริหารจัดการทั้งปวงที่เป็นของผู้บริหารของลูกหนี้เสมือนหนึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้

 

ข้อ ๔๔  ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้ ตามที่กำหนดไว้ในแผน ให้ผู้บริหารแผนโดยอนุมัติของคณะกรรมการบริหารมีอำนาจ

(๑)  ลดทุน เพิ่มทุน หรือจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน ตามที่ระบุไว้ในแผน

(๒)  ปรับปรุงแก้ไขการบริหารงาน

(๓)  แต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานของลูกหนี้ทุกระดับ

(๔)  ดำเนินการควบกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของลูกหนี้

(๕)  โอนสิทธิตามสัญญา โอนหลักประกัน หรือโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น

(๖)  ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร

 

ข้อ ๔๕  ผู้บริหารแผนต้องจัดทำรายงานการปฏิบัติงานตามแผน รวมทั้งผลการดำเนินงานของกิจการลูกหนี้ ตามแบบที่กรรมการผู้จัดการกำหนด และเสนอต่อกรรมการผู้จัดการเป็นรายไตรมาส (ทุกสิ้นเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม) โดยจะต้องนำส่งภายในสามสิบวัน นับจากวันสิ้นไตรมาส

 

ข้อ ๔๖  ผู้บริหารแผนอาจเสนอขอแก้ไขแผนได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้การปรับโครงสร้างกิจการสำเร็จลุล่วงไปได้ โดยนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ผู้บริหารแผนต้องชี้แจงถึงเหตุผลของการเสนอขอแก้ไขแผน และแนวทางของแผนที่แก้ไขโดยละเอียด

 

ข้อ ๔๗  หากผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผนหรือผู้แทนของผู้บริหารของลูกหนี้ทักท้วงว่าผู้บริหารแผนมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ให้ผู้บริหารแผนพิจารณาคำทักท้วงโดยหารือร่วมกันหากไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอคณะกรรมการบริหารพิจารณาวินิจฉัย

 

ส่วนที่  

หน้าที่ของผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผน

                       

 

ข้อ ๔๘  คณะกรรมการบริหารจะแต่งตั้งผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผนมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑)  กำกับ ดูแลการดำเนินงานของการบริหารแผนให้เป็นไปตามแผนปรับโครงสร้างกิจการ

(๒)  จัดทำรายงานผลการดำเนินงานของผู้บริหารแผนตามแบบที่กรรมการผู้จัดการกำหนดและนำส่ง บสท. ทุกเดือน โดยจะต้องนำส่งภายในยี่สิบวัน หลังจากวันสิ้นเดือน

ในกรณีที่ผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผนเห็นว่าผู้บริหารแผนมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนหรือกระทำการใดอันเป็นการเสียหายต่อลูกหนี้หรือผิดวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างกิจการให้ทักท้วงเป็นหนังสือต่อผู้บริหารแผน

ในกรณีที่ผู้กำกับ ดูแลการบริหารแผนพบประเด็นปัญหาใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อกิจการของลูกหนี้ ให้ผู้กำกับดูแลการบริหารแผนรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโดยเร็ว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไข เพื่อให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาด้วย

 

หมวดที่  

การบังคับหลักประกันและการดำเนินการกับทรัพย์สิน

                       

 

ส่วนที่  

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการบังคับหลักประกัน

                       

 

ข้อ ๔๙  คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาบังคับหลักประกันของลูกหนี้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑)  ลูกหนี้หยุดหรือปิดกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือ

(๒)  ลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับโครงสร้างกิจการ หรือยักย้ายปิดบังทรัพย์สิน หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริต หรือ

(๓)  ลูกหนี้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างกิจการ

 

ส่วนที่  

กระบวนการบังคับหลักประกันและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

                       

 

ข้อ ๕๐  การดำเนินการบังคับและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน บสท. จะดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑)  เมื่อคณะกรรมการบริหารเห็นชอบให้บังคับและจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันกรรมการผู้จัดการจะส่งหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ และผู้จำนองหรือผู้จำนำภายในห้าวันทำการ โดยในหนังสือบอกกล่าวต้องแจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่ บสท. ภายในหนึ่งเดือน นับจากวันที่ได้รับหนังสือจาก บสท.

(๒)  หากลูกหนี้หรือผู้จำนองหรือผู้จำนำไม่ชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน หรือรับโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้

(๓)  ในการดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน กรรมการผู้จัดการจะประกาศการจำหน่ายทรัพย์สินล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ก่อนวันจำหน่ายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน

(๔)  บุคคลใดมีข้อต่อสู้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะจำหน่าย ให้ยื่นคำคัดค้านและชี้แจงเหตุผลในการคัดค้านต่อกรรมการผู้จัดการได้ไม่น้อยกว่าสามวันทำการ ก่อนวันจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาคำคัดค้านดังกล่าว

หากคณะกรรมการบริหารเห็นว่าคำคัดค้านมีเหตุผลสมควรให้ยุติการจำหน่ายทรัพย์สินไว้ก่อนจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินที่จะจำหน่าย หากเห็นว่าไม่มีเหตุผลสมควร คณะกรรมการบริหารจะยกคำคัดค้าน และกรรมการผู้จัดการจะแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินต่อไป

(๕)  ทรัพย์สินที่ บสท. บังคับหลักประกันกรรมการผู้จัดการอาจดำเนินการ โดย

(ก)  การขายทอดตลาด

(ข)  การจำหน่ายวิธีการโดยอื่นใด ที่เป็นประโยชน์ต่อ บสท. และลูกหนี้

(ค)  รับโอนทรัพย์สินไว้ในกรณีที่เห็นว่ายังไม่ควรจำหน่าย หรือเห็นว่าควรนำทรัพย์สินนั้นไปพัฒนา

(๖)  เมื่อ บสท. ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สิน บสท. จะหักค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายทรัพย์สินได้ก่อนที่ชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท. หากมีเงินเหลือสุทธิให้ส่งคืนให้แก่ลูกหนี้ ผู้จำนอง หรือผู้จำนำ

ในกรณีที่เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายข้างต้นไม่พอชำระหนี้ และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะนำมาชำระหนี้ได้อีก หากผู้ค้ำประกันได้ยอมตนชำระหนี้ส่วนที่เหลือไม่น้อยกว่าสองในสาม หรือในจำนวนที่คณะกรรมการบริหารกำหนด คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้นั้น

(๗)  ให้คณะกรรมการบริหารรายงานผลการดำเนินการในการบังคับและจำหน่ายทรัพย์ที่เป็นหลักประกันต่อคณะกรรมการอย่างน้อยทุกรอบสามเดือน

 

ส่วนที่  

การดำเนินการกับทรัพย์สินที่ บสท. รับโอน

                       

 

ข้อ ๕๑  ทรัพย์สินที่ บสท. รับโอนมาเพื่อชำระหนี้ ได้แก่

(๑)  ทรัพย์สินที่รับโอนจากการปรับโครงสร้างหนี้

(๒)  ทรัพย์สินที่รับโอนจากการบังคับหลักประกัน

 

ข้อ ๕๒  เมื่อ บสท. รับโอนทรัพย์สินตามข้อ ๕๑ แล้ว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)  ตรวจสอบเอกสารเพื่อความถูกต้องตรงกันของเอกสารทั้งหมดที่ได้รับจากการส่งมอบ เช่น สัญญาการตีราคาโอนชำระหนี้ หรือทะเบียนบ้านกรณีที่มีสิ่งปลูกสร้างโอนกรรมสิทธิ์สาธารณูปโภคจากชื่อลูกหนี้เดิมมาเป็น บสท. เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ในกรณีต้องมีการค้ำประกันการใช้สาธารณูปโภค ให้ดำเนินการจัดทำหนังสือค้ำประกันสาธารณูปโภค

(๒)  จัดทำรายละเอียดทรัพย์สิน เพื่อบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินโดยแยกตามรหัสทรัพย์สิน

(๓)  กรณีทรัพย์สินที่มีสิ่งปลูกสร้าง ต้องทำการตรวจสอบการทำประกันอัคคีภัย หากยังไม่มีการทำประกัน หรือมีการทำประกันแล้ว แต่หมดอายุ ให้ดำเนินการจัดทำประกันอัคคีภัย โดยมีราคาทุนประกันเท่ากับราคาประเมินสูงสุดของสิ่งปลูกสร้าง ในกรณีที่ไม่มีการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแยกออกจากกัน ให้ดำเนินการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแยกออกจากกัน

(๔)  รังวัดสอบเขตเปลี่ยนเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ให้ดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิประเภทตราจอง น.ส. ๓ หรือ น.ส. ๓ ก ให้เป็นโฉนดที่ดิน และให้ดำเนินการ ดังนี้

(ก)  แจ้งให้ลูกหนี้หรือผู้โอนทรัพย์ทราบ

(ข)  เมื่อรังวัดแล้วปรากฏว่าพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้สรุปรายงานต่อคณะกรรมการบริหารทราบในเดือนถัดไป

-  กรณีมากกว่า และไม่เสียประโยชน์ ให้ดำเนินการออกโฉนดได้

-  กรณีน้อยกว่า ให้เสนอคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา

ทั้งสองกรณีจะต้องสรุปรายงานต่อคณะกรรมการบริหารทราบในเดือนถัดไป

(๕)  ประเมินราคาทรัพย์สินทุกรายการ หากราคาประเมินมีอายุเกินหนึ่งปี ให้ทำ

การประเมินใหม่และจะต้องทำการประเมินปีละหนึ่งครั้ง กรณีที่มีสิ่งปลูกสร้างให้ทำการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกจากกัน และให้ระบุราคาบังคับขายทุกครั้งที่มีการประเมินราคา

(๖)  สำรวจทรัพย์สินภายในสิบห้าวัน นับจากวันที่ บสท. รับโอนทรัพย์สิน เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของทรัพย์สินอันจะเป็นประโยชน์กับการขายหรือให้เช่า ในกรณีที่มีผู้บุกรุก ให้เจรจาเช่าหรือขาย โดยให้ผู้บุกรุกเสนอเป็นหนังสือ หรือให้ผู้บุกรุกลงนามในหนังสือรับรองออกจากที่ดิน

(๗)  ปรับปรุงทรัพย์สิน กรณีที่ทรัพย์สินมีสภาพทรุดโทรมและจำเป็นต้องปรับปรุงสภาพให้ดำเนินการทำให้ทรัพย์สินนั้นอยู่ในสภาพเหมาะสมแก่การขายหรือให้เช่า

(๘)  ให้ยื่นชำระภาษีตามกำหนดของราชการ ดังนี้

(ก)  ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ยื่นแบบประเมินตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๒๘

กุมภาพันธ์ ของทุกปี

(ข)  ภาษีบำรุงท้องที่ ยื่นชำระตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ของทุกปี

(ค)  ภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ของทุกปี

ทั้งนี้ กรณีที่มีการให้เช่าทรัพย์สิน ภาระภาษีจะเป็นของผู้เช่า

(๙)  กรณีทรัพย์สินเป็นอาคารชุด จะแยกเป็นสามประเภท คือ

(ก)  อาคารชุดที่จดทะเบียนนิติบุคคล และมีผู้บริหารนิติบุคคลแล้ว ให้ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง และข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ

(ข)  อาคารชุดที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว แต่ไม่มีการบริหารนิติบุคคลอันเนื่องมาจากไม่มีผู้อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ หาก บสท. มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางเกินสามในสี่ ให้ดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อการบริหารอาคารชุดดังกล่าว

(ค)  อาคารชุดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล หากรับโอนมาทั้งหมด ก็จะสามารถขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและนิติบุคคลในการบริหารหรือขอยกเลิกการเป็นอาคารชุดได้

 

ข้อ ๕๓  การจำหน่ายทรัพย์สินตามข้อ ๕๑ คณะกรรมการบริหารจะดำเนินการ ดังนี้

(๑)  แยกกลุ่มทรัพย์สินออกเป็นสองประเภท ได้แก่

(ก)  กลุ่มทรัพย์สินที่ควรดำเนินการขายในทันที เช่น เครื่องจักร รถยนต์ พันธบัตร หุ้น หุ้นกู้ หรือทรัพย์สินอื่นใดที่สามารถจำหน่ายได้โดยง่าย เป็นต้น

(ข)  กลุ่มทรัพย์สินที่ควรจัดการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อนการจำหน่ายได้ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม เป็นต้น

(๒)  จำหน่ายทรัพย์สินที่ควรขายได้ทันที ด้วยวิธีการ ดังนี้

(ก)  ขายทอดตลาด

(ข)  ประมูลขายทรัพย์สิน

(ค)  จำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดตราสาร

(ง)  จำหน่ายวิธีอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นชอบ

(๓)  พัฒนาทรัพย์สินที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ก่อนนำออกจำหน่ายด้วยวิธีการ ดังนี้

(ก)  ลงทุนพัฒนาทรัพย์สิน

(ข)  ร่วมทุนลงกับบุคคลอื่น

(ค) ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้าบริหารทรัพย์สิน

(ง)  ควบหรือรวมกิจการ

(จ)  วิธีอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นชอบ

(๔)  นำทรัพย์สินรอการจำหน่ายมาให้เช่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สิน

 

ทั้งนี้  ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

เชาวน์ สายเชื้อ

ประธานกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

 

 

 

 

 

 

 

นันทนา/ผู้จัดทำ

  มีนาคม  ๒๕๔๙

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนที่ ๑๖ ง/หน้า ๑๕๔/๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙