หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2524 พ.ศ. 2524

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:

กำลังแสดง: พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2524 พ.ศ. 2524 (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชกำหนด

นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน

ระหว่างวันที่ ๓๑ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔

พ.ศ. ๒๕๒๔

---------

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔

เป็นปีที่ ๓๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่ได้มีผู้ก่อความไม่สงบขึ้นเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินในระหว่าง

วันที่  ๓๑ มีนาคม จนถึงวันที่    เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๒๔  โดยใช้กำลังอาวุธเข้ายึดสถานที่

ราชการสำคัญหลายแห่ง  อันเป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ในการดำเนินการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบดังกล่าว  รัฐบาลได้ใช้ความระมัดระวังมิให้เกิด การต่อสู้กันขึ้น  เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรและทรัพย์สินของทางราชการและเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ประเทศชาติและราชบัลลังก์ได้ รัฐบาล    จึงได้ประกาศให้ผู้ก่อความไม่สงบวางอาวุธและกลับคืนสู่หน่วยที่ตั้งตามปกติของตนภายในระยะเวลาที่กำหนด  แล้วรัฐบาลจะไม่เอาความผิด   ซึ่งปรากฏว่าผู้ก่อความไม่สงบได้เชื่อฟัง   และปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลด้วยดี มิได้มีการต่อต้านหรือขัดขืนหรือใช้กำลังอาวุธ          ให้ต้องเสียเลือดเนื้อแต่ประการใด  ทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาอันรวดเร็ว    เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้วรัฐบาลได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อทราบถึงพฤติการณ์แห่ง

การกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  โดยประกาศให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปรายงานตัวและชี้แจง          ถึงการกระทำของตนต่อกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด      บัดนี้ จากผลแห่งการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ผู้ก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติ           ตามประกาศของรัฐบาลโดยครบถ้วน จึงเป็นการสมควรที่จะนิรโทษกรรมการกระทำของ           ผู้ก่อความไม่สงบเหล่านั้น ให้ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

 

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา  ๑๕๗  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร

ไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

 

 

                   มาตรา    พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ ๓๑ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ พ.ศ. ๒๕๒๔

 

                   มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   *[รก. ๒๕๒๔/๖๙/๑พ/๕ พฤษภาคม ๒๕๒๔]

 

                   มาตรา    บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใด  ๆ ซึ่งได้กระทำ

เนื่องในการก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่  ๓๑ มีนาคม ถึง

วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ  ผู้สนับสนุนผู้ใช้ให้

กระทำหรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำนั้น

พ้นจากความผิดและความรับผิด  และถ้าผู้กระทำดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่ในระหว่างการ     สอบสวน ให้ปล่อยตัวไปในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

                   ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ที่มิได้ไปรายงานตัวต่อกองอำนวยการ      ร่วมรักษาความสงบแห่งชาติ และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้แล้วก่อนวันที่            พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

                   มาตรา    การนิรโทษกรรมตามพระราชกำหนดนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่           ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ  หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น  และผู้ใดจะอ้าง      พระราชกำหนดนี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกดำเนินการเพื่อลงโทษ          ทางวินัยอันเนื่องมาจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๓ มิได้

 

                   มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    พลเอก ป. ติณสูลานนท์

         นายกรัฐมนตรี

 

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้  คือ  ตามที่ได้มีผู้ก่อความไม่

สงบขึ้นเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินในระหว่างวันที่  ๓๑ มีนาคม จนถึงวันที่ ๓ เมษายน

พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยใช้กำลังอาวุธเข้ายึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งอันเป็นการกระทำความ

ผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรในการดำเนินการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ

ดังกล่าว  รัฐบาลได้ใช้ความระมัดระวังมิให้เกิดการต่อสู้กันขึ้น  เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดความ

เสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรและทรัพย์สินของทางราชการและเกิดความไม่       ปลอดภัยแก่ประเทศชาติและราชบัลลังก์ได้  รัฐบาลจึงได้ประกาศให้ผู้ก่อความไม่สงบวางอาวุธและกลับคืนสู่หน่วยที่ตั้งตามปกติของตนภายในระยะเวลาที่กำหนด แล้วรัฐบาลจะไม่เอาความผิด

ซึ่งปรากฏว่าผู้ก่อความไม่สงบได้เชื่อฟังและปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลด้วยดี มิได้มีการ

ต่อต้านหรือขัดขืนหรือใช้กำลังอาวุธให้ต้องเสียเลือดเนื้อแต่ประการใด  ทำให้สถานการณ์

กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้วรัฐบาลได้ดำเนินการสอบสวน

เพื่อทราบถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  โดยประกาศให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง

ไปรายงานตัวต่อกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนดเพื่อให้ชี้แจง

ถึงการกระทำของตน ในขณะเดียวกันเนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย 

การดำเนินการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดจึงต้องกระทำไป

ตามกระบวนการแห่งกฎหมายควบคู่ไปด้วย บัดนี้ จากผลแห่งการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์ชัด

ว่าผู้ก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลโดยครบถ้วน  เป็นการสมควร

ที่จะนิรโทษกรรมการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบเหล่านั้นให้ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ และ

เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศที่มีศัตรูของประเทศชาติและประชาชนอยู่      รอบด้านทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร ความสามัคคีของชนในชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นและ

รีบด่วนที่จะต้องสร้างสรรให้มีขึ้นให้จงได้ การดำเนินการทางคดีต่อไปมีแต่จะก่อให้เกิดความ

แตกแยกในหมู่ประชาชนยิ่งขึ้น  ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และจะทำให้กระทบ

กระเทือนต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในที่สุด ฉะนั้น เพื่อเป็นการรักษาไว้

ซึ่งความปลอดภัยของประเทศและกรณีเป็นเรื่องฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่ไม่อาจ

ปล่อยให้เนิ่นช้าได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

                                                                             ปรียนันท์/แก้ไข

                                                                                 / ๓  /  ๔๕

                                                                                     A+B (C)