ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส. ๕/๒๕๕๒
เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
๑. เหตุผลในการออกประกาศ
๑.๑ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีกล่าวคือ มีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process - ICAAP) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญครบทุกด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงตามที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตามหลักการที่ ๑ (Pillar 1) และความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ที่หลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตาม Pillar 1 ยังครอบคลุมไปไม่ถึงด้วย ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำตาม Pillar 1 เพื่อให้เพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤต
๑.๒ เพื่อแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบถึงแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพระบบบริหารความเสี่ยง และกระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์ตลอดจนแนวทางในการดำเนินมาตรการกับธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะมีเงินกองทุนไม่เพียงพอรองรับความเสี่ยงทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคต
๒. อำนาจตามกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
๓. ขอบเขตและกำหนดเวลาการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มจัดให้มีกระบวนการ ICAAP โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดให้มีเอกสารประกอบกระบวนการ ICAAP และมีการปฏิบัติจริงตามนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่สิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป พร้อมทั้งจัดส่งรายงานการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน - ICAAP Report (เอกสารแนบ 1) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในไตรมาสแรกของทุกปี โดยให้เริ่มส่งครั้งแรกในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๔ และในกรณีที่เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไม่เป็นไปตาม ICAAP Report ที่ส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งเหตุผลและแนวทางในการแก้ไขให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบโดยเร็ว พร้อมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติตามกระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์นำกระบวนการ ICAAP ไปประยุกต์ใช้ให้ครอบคลุมธุรกิจการเงินในกลุ่ม Solo consolidation และ Full consolidation ด้วย
๔. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ไม่มี
๕. เนื้อหา
๕.๑ หลักการสำคัญของการกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2) ตามประกาศฉบับนี้ประกอบด้วยหลักการสำคัญ ๔ ข้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะใช้เป็นกรอบใหญ่ในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ โดยแบ่งเป็นส่วนที่เป็นหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ และส่วนที่เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนี้
๕.๑.๑ ส่วนที่เป็นหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์
๑) หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๑ : ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process - ICAAP) ที่สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยง (Risk profile) และต้องมีการจัดทำแผนการดำรงเงินกองทุน (Capital plan) โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤต ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต๒) หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๓ : ธนาคารพาณิชย์ควรมีการดำรงเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตาม Pillar 1 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงกระบวนการ ICAAP หรือให้ดำรงเงินกองทุนเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่เห็นว่าเงินกองทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงทั้งหมด
๕.๑.๒ ส่วนที่เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
๑) หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๒ : ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตาม Pillar 1 และประเมินความเหมาะสมของกระบวนการ ICAAP ซึ่งรวมถึงการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress test) เพื่อประเมินผลกระทบต่อเงินกองทุนภายใต้ภาวะวิกฤต และการจัดทำแผนเงินกองทุน (Capital planning) ของธนาคารพาณิชย์
๒) หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๔ : ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินมาตรการและ/หรือเข้าแทรกแซงธนาคารพาณิชย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายหากเห็นว่าความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงเกินสมควร และไม่สามารถแก้ไขให้ลดลงได้ภายในเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์สามารถศึกษารายละเอียดของหลักเกณฑ์การกำกับดูแลโดยทางการ (Supervisory Review Process) ตามแนวทางของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) เพิ่มเติมได้จากร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนตาม Basel II หลักการที่ ๒ เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลโดยทางการ (Final Draft) ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๙
๕.๒ กระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process) หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๑ : ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (ICAAP) ที่สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยง และควรมีกลยุทธ์ในการรักษาระดับเงินกองทุนให้เพียงพอสำหรับปัจจุบันและในอนาคต
ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำกระบวนการ ICAAP ให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญทั้งหมด และมีการดำรงเงินกองทุนที่เพียงพอรองรับความเสี่ยงนั้น โดยต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทำและนำผลของการทดสอบภาวะวิกฤตมาพิจารณาประกอบการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถวางแผนเงินกองทุนได้อย่างเหมาะสมในกรณีที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีนโยบาย (Policies) กระบวนการ (Processes) และขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Procedures) ของ ICAAP เป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นที่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ทั้งนี้ กระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์ควรสอดคล้องกับขนาด ลักษณะและความซับซ้อนของธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม กระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย ๕ ด้าน ดังนี้
๑. การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์และผู้บริหารระดับสูง
๒. การประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ
๓. การประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนอย่างเหมาะสม
๔. การติดตามและการรายงานที่มีข้อมูลเพียงพอและทันกาล
๕. การสอบทานกระบวนการ ICAAP
ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับแต่ละองค์ประกอบของ ICAAP ดังต่อไปนี้
ICAAP 1. การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์และผู้บริหารระดับสูง (Board and senior management oversight)
๑.๑ คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์มีขอบเขตความรับผิดชอบ ดังนี้
๑.๑.๑ อนุมัติระดับความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ยอมรับได้ (Risk tolerance) โดยต้องมีความเข้าใจในลักษณะและระดับความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์เผชิญอยู่ และมั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์อยู่ภายในขอบเขตความเสี่ยงที่กำหนดไว้
๑.๑.๒ อนุมัตินโยบายการประเมินความเสี่ยงและความเพียงพอของเงินกองทุน รวมทั้งกลยุทธ์ในการดำรงเงินกองทุน
๑.๑.๓ อนุมัตินโยบายการทดสอบภาวะวิกฤตที่จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายการทดสอบภาวะวิกฤตครอบคลุมและสอดคล้องกับธุรกรรมและระดับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญของธนาคารพาณิชย์
๑.๒ คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ดูแลให้ผู้บริหารระดับสูง (ซึ่งหมายถึงคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการอื่น และผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการถึงผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่เกี่ยวข้อง) ดำเนินการ ดังนี้
๑.๒.๑ กำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงประเภทต่าง ๆ
๑.๒.๒ พัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงระดับความเสี่ยงกับระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรง
๑.๒.๓ กำหนดผู้รับผิดชอบและดูแลให้มีการนำการทดสอบภาวะวิกฤตมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพื่อประเมินความมั่นคงของฐานะและการดำเนินงาน และความเพียงพอของเงินกองทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจในลักษณะการมองไปข้างหน้า
๑.๒.๔ ประเมินความต้องการเงินกองทุนในอนาคต โดยคำนึงถึงแผนธุรกิจและระดับความเสี่ยง
๑.๒.๕ จัดให้มีนโยบายในการประเมินความเสี่ยงและความเพียงพอของเงินกองทุนและขั้นตอนการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร
๑.๒.๖ จัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการสอบทานเพื่อติดตามให้มีการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนด
๑.๒.๗ สื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องในองค์กรทราบและเข้าใจอย่างทั่วถึง
๑.๓ ผู้บริหารระดับสูงต้องเข้าใจลักษณะและระดับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ และดำเนินการตามข้อ ๑.๒.๑ - ๑.๒.๗ ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์
ICAAP 2. การประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ (Comprehensive risk assessment)
ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการประเมินที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ ซึ่งเกิดจากการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยนอกเหนือจากความเสี่ยงตาม Pillar 1 ซึ่งได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตามประกาศ Pillar 1 แล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ Pillar 1 ยังครอบคลุม ไม่ครบถ้วนหรือไม่ได้ระบุไว้ด้วย รวมทั้งกรณีที่ใช้วิธี Standardized Approach น้ำหนักความเสี่ยงที่กำหนดในวิธีนี้ อาจไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์
๒.๑ การประเมินความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญภายใต้ภาวะปกติ
สำหรับความเสี่ยงที่ Pillar 1 ยังครอบคลุมไม่ครบถ้วนหรือยังไม่ได้ระบุไว้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่ามีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ให้ธนาคารพาณิชย์มีกระบวนการประเมินเพื่อบริหารจัดการ ซึ่งอย่างน้อยจะต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงดังต่อไปนี้
- ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต
- ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
- ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
- ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
ทั้งนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงข้างต้นตามแนวทางที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้อย่างไรก็ดี หากธนาคารพาณิชย์เห็นว่ามีความเสี่ยงอื่นที่มีนัยสำคัญ รวมทั้งมีแนวทางในการประเมินความเสี่ยงแตกต่างไปจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสม ธนาคารพาณิชย์สามารถใช้แนวทางดังกล่าวได้
ก) ความเสี่ยงที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีเชิงปริมาณ (Quantitative method) ในการประเมิน ได้แก่ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต (Credit concentration risk) และความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Interest rate risk in the banking book)
๒.๑.๑ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต (Credit concentration risk)
๑) ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต หมายถึง การที่ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่กลุ่มลูกหนี้[๑] หรือภาคธุรกิจใดเป็นจำนวนสูงมาก ซึ่งหากเกิดความเสียหายขึ้นจะส่งผลต่อฐานะและความสามารถในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิตประเภทสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ควรกำหนดกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การกระจุกตัวของลูกหนี้รายใหญ่ และการกระจุกตัวของลูกหนี้ในแต่ละภาคธุรกิจ
๒) แนวทางในการประเมินความเสี่ยง
ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิตโดยพิจารณา ดังนี้
• การกระจุกตัวของลูกหนี้รายใหญ่ (Large borrower concentration) โดยประเมินจากการพิจารณาว่าผลรวมของจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่มียอดคงค้างเกินกว่าร้อยละ ๑๐ ของเงินกองทุนทั้งสิ้นทุกรายรวมกัน มีปริมาณเกินกว่า ๓ เท่า ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์นั้น ๆ หรือไม่
• การกระจุกตัวของลูกหนี้ในแต่ละภาคธุรกิจ (Sector concentration) โดยประเมินจากการพิจารณาว่าจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพันหรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ ในแต่ละภาคธุรกิจมีปริมาณที่เกินกว่าเพดาน (Industry limit) ที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดหรือไม่ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสอบทานความเหมาะสมของ Industry limit ที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้กำหนดด้วย
หากประเมินแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิตให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือปรับลดปริมาณความเสี่ยง (Risk exposure) เพื่อให้ความเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในระดับที่เหมาะสมภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑๒ เดือน (ตามแต่กรณี) หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในระยะเวลาดังกล่าวได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ลดความเสี่ยงลงหรือดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงส่วนที่เกินดังกล่าวเพิ่มเติมจากที่ต้องดำรงตามเงื่อนไขการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตามประกาศ Pillar 1 โดยให้ถือว่าส่วนเกินที่ประเมินได้ตามแนวทางข้างต้นทั้งจำนวนมีน้ำหนักความเสี่ยง ๑.๐ และให้ดำรงเงินกองทุนในอัตราร้อยละ ๘.๕ ของสินทรัพย์เสี่ยงที่คำนวณได้[๒] (อ้างอิงวิธีการคำนวณเงินกองทุนได้จากเอกสารแนบ 2)
๒.๑.๒ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Interest rate risk in the banking book-IRRBB)
๑) ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร หมายถึง ความเสียหายต่อรายได้และ/หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ[๓] (Economic value) ของธนาคารพาณิชย์จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจเกิดจากฐานะทั้งในและนอกงบดุลที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book)
๒) แนวทางในการประเมินความเสี่ยง
ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารโดยพิจารณาผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 200 Basis points หากมูลค่าทางเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของเงินกองทุนทั้งสิ้น ให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการความเสี่ยง หรือปรับลดปริมาณความเสี่ยง (Risk exposure) เพื่อให้ผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่เกินกว่าร้อยละ ๒๐ ของเงินกองทุนทั้งสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑๒ เดือน (ตามแต่กรณี)
หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ในระยะเวลาดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ลดความเสี่ยงลงหรือดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เพิ่มเติมจากที่ต้องดำรงตามเงื่อนไขการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตามประกาศ Pillar 1
ข) ความเสี่ยงที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative method) ในการประเมิน ได้แก่ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation risk)
๒.๑.๓ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk)
๑) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถชำระหนี้สินหรือภาระผูกพันเมื่อถึงกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้ หรือไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ หรือสามารถจัดหาเงินทุนได้แต่ด้วยต้นทุนที่สูงเกินกว่าระดับที่สามารถยอมรับได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
๒) แนวทางในการประเมินความเสี่ยง
ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่องตามแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่พึงปฏิบัติที่กำหนดในคู่มือการตรวจสอบความเสี่ยงสถาบันการเงิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดส่งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบและใช้เป็นแนวทางในการประเมินความเสี่ยงของตนเองตามหนังสือเวียนที่ สกส. (๐๓) ว. ๘๗๔/๒๕๔๗ เรื่อง คู่มือตรวจสอบความเสี่ยงสถาบันการเงิน และการประเมินความเสี่ยงตนเองของสถาบันการเงิน ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. ๔๑/๒๕๕๑ เรื่อง การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงิน ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หากความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เช่น ธนาคารพาณิชย์ มี Liquidity mismatch ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งสูงเกินสมควร ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทำแผนฉุกเฉินด้านสภาพคล่องมารองรับ หรือพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว
๒.๑.๔ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic risk)
๑) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงานและการนำไปปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในที่สำคัญ เช่น จำนวนคน หรือระบบบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ เป็นต้นและสภาพแวดล้อมภายนอก อันอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ เงินกองทุนและการดำรงอยู่ของกิจการ
๒) แนวทางในการประเมินความเสี่ยง
ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ตามแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ที่พึงปฏิบัติที่กำหนดในคู่มือการตรวจสอบความเสี่ยงสถาบันการเงินซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดส่งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบและใช้เป็นแนวทางในการประเมินความเสี่ยงของตนเอง ตามหนังสือเวียนที่ สกส. (๐๓) ว. ๘๗๔/๒๕๔๗ เรื่อง คู่มือตรวจสอบความเสี่ยงสถาบันการเงิน และการประเมินความเสี่ยงตนเองของสถาบันการเงิน ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หากความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงเกินสมควร ธนาคารพาณิชย์จะต้องกำหนดแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงให้ลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
๒.๑.๕ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation risk)
๑) ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่สาธารณชน ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และผู้กำกับดูแล รับรู้ถึงภาพลักษณ์ในเชิงลบหรือขาดความเชื่อมั่นในธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ และ/หรือเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงอาจเกิดจากการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับจรรยาบรรณ ความคาดหวังของสังคม หรือมาตรฐานการบริการของธุรกิจ หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือการบริการที่ไม่เป็นมิตรกับลูกค้า
ตัววัดที่ใช้บ่งชี้ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ได้แก่ การร้องเรียนโดยบุคคลหรือองค์กรภายนอกจำนวนมากและบ่อยครั้ง เกี่ยวกับเรื่องการให้บริการและคุณภาพโดยรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นกรณีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน และเป็นข่าวในเชิงลบ
๒) แนวทางในการประเมินความเสี่ยง
ให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเสี่ยงด้านชื่อเสียงโดยพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบ
• ฐานะและความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารพาณิชย์
• การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ
• การปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการและการถูกดำเนินการทางกฎหมาย
• ประสิทธิภาพในการติดตามเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง
• ประสิทธิภาพของกระบวนการในการดูแลเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า
• การชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ (Client suitability)
• กลยุทธ์และกระบวนการในการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับสาธารณชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้ทันเวลาและมีประสิทธิผล
• ผลกระทบทางด้านชื่อเสียงจากบริษัทที่ธนาคารพาณิชย์มีความเกี่ยวข้อง
หากความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงเกินสมควร ธนาคารพาณิชย์จะต้องกำหนดแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงให้ลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
๒.๒ การทดสอบภาวะวิกฤต
ในการทดสอบภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงนั้นให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามแนวทางการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress test) ของธนาคารพาณิชย์ (เอกสารแนบ 3) ซึ่งมีหลักการสำคัญ ดังนี้
๒.๒.๑ จัดให้มีการทดสอบภาวะวิกฤตสำหรับความเสี่ยงที่สำคัญตามสถานการณ์จำลองที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดเอง (Self-developed scenario) อย่างเป็นระบบและเป็นประจำ อย่างน้อยตามระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือเมื่อมีเครื่องบ่งชี้เหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น นอกเหนือจากการทดสอบภาวะวิกฤตตามสถานการณ์จำลองมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (Supervisory scenario) เพื่อประเมินความมั่นคงของระบบธนาคารพาณิชย์ในภาพรวม
๒.๒.๒ ทดสอบภาวะวิกฤตตามสถานการณ์จำลองที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดเองซึ่งอย่างน้อยต้องครอบคลุมความเสี่ยงต่อไปนี้
|
ประเภท ความเสี่ยง |
ด้านเครดิตและจากการ กระจุกตัวด้านเครดิต |
ด้านตลาด ในบัญชีเพื่อการค้า |
ด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการ ธนาคาร และของฐานะในบัญชีเพื่อ การธนาคารที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ที่มีนัยสำคัญ |
ด้านสภาพคล่อง |
|
ความถี่ (อย่างน้อย) |
ปีละ ๑ ครั้ง |
ไตรมาสละ ๑ ครั้ง |
ไตรมาสละ ๑ ครั้ง |
ไตรมาสละ ๑ ครั้ง |
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ควรขยายขอบเขตการทดสอบภาวะวิกฤตให้ครอบคลุมความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของทางการ สภาพการแข่งขันทางธุรกิจ การก่อการร้าย เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ อุทกภัย ไข้หวัดนก โรค Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS) เป็นต้น
๒.๒.๓ กำหนดสถานการณ์จำลองที่มีความรุนแรงเพียงพอและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ (Extreme but plausible events) ซึ่งสะท้อนประเภทความเสี่ยงหรือปัจจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดทำและสามารถนำผลไปใช้ได้ และควรกำหนดขึ้นโดยอาศัยหลักความระมัดระวัง (Conservatism) ทั้งนี้ ในการทดสอบภาวะวิกฤตให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตตามช่วงระยะเวลา ดังนี้
- ๒ - ๓ ปี สำหรับความเสี่ยงด้านเครดิต
- ๑๐ วันทำการ สำหรับความเสี่ยงด้านตลาดในบัญชีเพื่อการค้าเป็นอย่างน้อย
- ๑ ปี สำหรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารเป็นอย่างน้อย และ
- ๑ วัน ๗ วัน ๑๔ วัน และ ๑ เดือน สำ หรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเป็นอย่างน้อย
๒.๒.๔ ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้วิธี IRB สำหรับความเสี่ยงด้านเครดิต หรือวิธีInternal Model สำหรับความเสี่ยงด้านตลาด ต้องทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแบบจำลองเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
๒.๒.๕ ธนาคารพาณิชย์ที่มีธุรกรรมซับซ้อน อาจมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญอื่นที่ต้องทดสอบภาวะวิกฤตเพิ่มเติมตามที่ธนาคารพาณิชย์ได้ประเมินไว้ภายใต้กระบวนการ ICAAP เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยความเสี่ยงหรือสมมติฐานที่ส่งผลต่อการคำนวณราคายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ที่ซับซ้อน (Complex derivatives) เป็นต้น
ในการทดสอบภาวะวิกฤตธนาคารพาณิชย์ควรพิจารณาความเหมาะสมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
• นโยบาย บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้อง
• การมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงในกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต
• กระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต รวมถึงการระบุประเภทความเสี่ยงปัจจัยความเสี่ยงที่ใช้ทดสอบ การกำหนดสถานการณ์จำลองและสมมติฐานที่ใช้ทดสอบ
• ขอบเขตของฐานะและพอร์ตที่นำมาทดสอบ (Scope of exposure) และความสามารถในการชี้ให้เห็นภาพความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์มี
• เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการทดสอบภาวะวิกฤต
• การประเมินผลของการทดสอบภาวะวิกฤตต่อตัวแปรทางการเงินที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์
• การรายงานผลการทดสอบภาวะวิกฤต ทั้งในด้านคุณภาพของรายงานสายการรายงานที่ชัดเจน และการรายงานทันต่อเวลา
• ความสามารถและความเพียงพอของเงินกองทุนในการรองรับผลกระทบ และการเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
• การใช้ประโยชน์จากผลการทดสอบภาวะวิกฤต มาใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์และประกอบการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนตามกระบวนการ ICAAP
• ความพร้อมของระบบข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบ ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือความถูกต้อง และความครบถ้วนของข้อมูล
• คุณภาพของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบภาวะวิกฤต
• การทบทวนนโยบายและกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประเมินความเหมาะสมของการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคารพาณิชย์โดยพิจารณาถึงความแตกต่างของธนาคารพาณิชย์ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ประเภทหรือปัจจัยความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ ขนาด ความซับซ้อนและลักษณะการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ วิธีการและเครื่องมือที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น
ICAAP 3. การประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนอย่างเหมาะสม (Sound capital adequacy assessment)
ในการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่มีอยู่ ธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่อไปนี้
๓.๑ ความเสี่ยงที่สำคัญภายใต้ภาวะปกติ ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตาม Pillar 1 และการดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญตามที่ได้กล่าวถึงในข้อ ICAAP 2
๓.๒ ความเสี่ยงที่สำคัญภายใต้ภาวะวิกฤต โดยประเมินผลจากการทดสอบภาวะวิกฤตหากมีผลต่อเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทำแผนเตรียมการรองรับหรือจัดให้มีเงินกองทุนเพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าว
๓.๓ ความเหมาะสมของแนวทางหรือวิธีการที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการเชื่อมโยงความเสี่ยงที่มีอยู่กับเงินกองทุนที่ต้องใช้รองรับ รวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการ ICAAP
๓.๔ การจัดทำแผนเงินกองทุน (Capital planning) โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการจัดทำแผนเงินกองทุนภายใต้สถานการณ์ปกติล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ ปี ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต และ Risk tolerance ที่คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์อนุมัติไว้ รวมทั้งครอบคลุมถึงกรณีผลกระทบจากการทดสอบภาวะวิกฤตที่มีนัยสำคัญด้วย นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการระบุวิธีการในการที่จะเพิ่มทุนให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว และจะต้องเตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งทำให้ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ตามแผน
ICAAP 4. การติดตามและการรายงานที่มีข้อมูลเพียงพอและทันกาล (Monitoring and reporting)
ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการติดตามและรายงานปริมาณความเสี่ยง (Risk exposure)ที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงต่อระดับเงินกองทุน โดยกระบวนการดังกล่าวต้องมีลักษณะ ดังนี้
๔.๑ คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์และผู้บริหารระดับสูงต้องได้รับรายงานข้อมูลความเสี่ยงและเงินกองทุนที่ต้องใช้รองรับอย่างสม่ำเสมอโดยรายงานดังกล่าวต้องมีความถูกต้องครบถ้วน เข้าใจง่าย ทันกาลและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถประเมินในเรื่อง ดังต่อไปนี้
• ระดับและแนวโน้มของความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ และผลกระทบต่อปริมาณเงินกองทุน ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต
• ความสมเหตุสมผลของสมมติฐานหลักที่ใช้ในการประมาณผลกระทบต่อเงินกองทุน ความสมบูรณ์และความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต และกระบวนการ ICAAP
• ความเพียงพอของเงินกองทุน โดยเปรียบเทียบเงินกองทุนที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่กับที่ควรจะมีเพื่อรองรับความเสี่ยงที่มีอยู่ทั้งหมดภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤต
• ระดับเงินกองทุนที่จำเป็นในอนาคต และการปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับเงินกองทุนที่มีอยู่
๔.๒ มีหน่วยงานและบุคลากรที่รับผิดชอบในเรื่อง ดังต่อไปนี้
• ติดตามและรายงานฐานะความเสี่ยง ความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ให้แก่คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์และผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ
• ติดตามและรายงานการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามแผนและแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้ รวมทั้งระบุแนวทางแก้ไขเสนอต่อคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์
ICAAP 5. การสอบทานกระบวนการ ICAAP (Review of ICAAP)
๕.๑ ให้ธนาคารพาณิชย์จัดให้มีการสอบทานกระบวนการ ICAAP ซึ่งรวมทั้งกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต โดยมีหน่วยงานสอบทานเป็นอิสระจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง และรายงานผลการสอบทานต่อคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์โดยผ่านคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการ ICAAP มีความสมเหตุสมผล เชื่อถือได้และมีความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปของธนาคารพาณิชย์
๕.๒ การสอบทานกระบวนการ ICAAP ควรครอบคลุมเรื่อง ดังต่อไปนี้
• นโยบาย กระบวนการ และขั้นตอนปฏิบัติในการประเมินความเสี่ยงและกระบวนการ ICAAP ต้องมีการจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งต้องมีความชัดเจน สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์และมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
• กระบวนการ ICAAP ที่ใช้มีความเหมาะสมกับลักษณะ ขอบเขต และความซับซ้อนของธุรกรรม
• ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน
• การปฏิบัติตามกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤต
๕.๓ การตรวจสอบและประเมินกระบวนการ ICAAP และกลยุทธ์การดำรงเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์
หลักการ Pillar ๒ ข้อที่ 2 : ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ตรวจสอบและประเมินกระบวนการ ICAAP และกลยุทธ์ในการดำรงเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงความถูกต้องในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตาม Pillar 1
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรวจสอบและประเมินในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑. กระบวนการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์โดยใช้วิธีการประเมินตามแนวทางในคู่มือตรวจสอบความเสี่ยงสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่ต่อธนาคารพาณิชย์และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์แล้ว และที่แก้ไขเพิ่มเติม
๒. การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำและการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตาม Pillar 1 ที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
๓. กระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ (ICAAP) ตามที่ได้ระบุไว้ในหลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๑
ภายหลังการตรวจสอบและประเมินประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ยังมีข้อบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง หรือมีกระบวนการ ICAAP ไม่เหมาะสม หรือดำรงเงินกองทุนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งการให้แก้ไข หรืออาจสั่งการให้เพิ่มอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำดังปรากฏรายละเอียดในหลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๔ ที่จะกล่าวต่อไป
๕.๔ การดำรงเงินกองทุนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ
หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๓ : ธนาคารพาณิชย์ควรดำรงเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำตาม Pillar 1
ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินกองทุนสูงกว่าหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด โดยเล็งเห็นประโยชน์ ดังต่อไปนี้
๑. เพื่อรองรับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญซึ่งหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำตาม Pillar 1 ครอบคลุมไม่ถึง เช่น ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร เป็นต้น
๒. การลดลงของเงินกองทุนหากต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับธนาคารพาณิชย์และมีผลทางกฎหมาย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการกับธนาคารพาณิชย์เพื่อแก้ไขปัญหา
๓. เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงประเภทและปริมาณการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ที่อาจส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้
๔. หากจำเป็นต้องเพิ่มทุนอย่างกะทันหันในภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย อาจทำให้มีต้นทุนสูง
๕. เพื่อเอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ มักได้รับความเชื่อถือมากขึ้น
ในกรณีที่ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงโดยรวมหรือด้านใดด้านหนึ่งอยู่ในระดับสูงเกินสมควร หรือมีกระบวนการ ICAAP ที่ไม่เหมาะสม หรือดำรงเงินกองทุนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจอาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์นั้นแก้ไขกระบวนการบริหารความเสี่ยงหรือกระบวนการ ICAAP ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด รวมทั้งอาจสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์นั้นดำรงอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำสูงกว่าร้อยละ ๘.๕ และกรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสูงกว่าร้อยละ ๗.๕ ก็ได้
๕.๕ การดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญของธนาคารพาณิชย์
หลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๔ : ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินมาตรการและ/หรือเข้าแทรกแซงธนาคารพาณิชย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด และในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ตามที่กฎหมายกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาโดยทันที
ในการตรวจสอบและประเมินระบบบริหารความเสี่ยงและกระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์ หากปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์มีปริมาณเงินกองทุนไม่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงหรือมีการบริหารความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการ Pillar 2 ข้อที่ ๑ หรือข้อที่ ๓ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน ดังต่อไปนี้
๑. ให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงระบบการบริหารความเสี่ยงภายในเวลาที่เหมาะสม เช่น ในเรื่องธรรมาภิบาล การควบคุมภายใน ระบบงานบริหารความเสี่ยง การเพิ่มเงินสำรองให้เพียงพอรองรับความเสียหาย เป็นต้น
๒. ให้ธนาคารพาณิชย์ลดปริมาณความเสี่ยงลง เช่น ชะลอการขยายสินเชื่อชะลอการทำธุรกรรมบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยง เป็นต้น
๓. ให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด และ/หรือเสนอแผนเสริมสร้างเงินกองทุนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการตามสมควรภายใน ๑๒ เดือน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานะและสภาวะแวดล้อมของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง
๖. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๔]
ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ธาริษา วัฒนเกส
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
[เอกสารแนบท้าย]
๑. รายงานการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (ICAAP Report) (เอกสารแนบ 1)
๒. วิธีการคำนวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวด้านเครดิต (เอกสารแนบ 2)
๓. แนวทางการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ของธนาคารพาณิชย์(เอกสารแนบ 3)
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๖ ตุลาคม ๒๕๕๒
นันท์นภัสร์/ตรวจ
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒
[๑] อ้างอิงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. ๓๕/๒๕๕๑ เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
[๒] สาขาธนาคารต่างประเทศดำรงเงินกองทุนในอัตราร้อยละ ๗.๕ ของสินทรัพย์เสี่ยง
[๓] อ้างอิงคำนิยามของมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. ๔๒/๒๕๕๑ เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยง ด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารของสถาบันการเงิน ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมายถึง มูลค่าปัจจุบันลดด้วยอัตราดอกเบี้ยตลาดของกระแสเงินสดรับที่คาดการณ์ของสินทรัพย์ หักลบด้วยกระแสเงินสดจ่ายที่คาดการณ์ของหนี้สิน รวมกับกระแสเงินสดสุทธิที่คาดการณ์ของรายการนอกงบดุล
[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๑๔๒ ง/หน้า ๓๗/๒๙ กันยายน ๒๕๕๒