กฎกระทรวง
ว่าด้วยการดำรงเงินกองทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
พ.ศ. ๒๕๔๙[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้จัดชั้นเงินกองทุนของธนาคาร ดังต่อไปนี้
(๑) เงินกองทุนชั้นที่หนึ่ง ประกอบด้วย
(ก) ทุนชำระแล้ว ซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่ธนาคารได้รับ และเงินที่ธนาคารได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของธนาคาร
(ข) เงินสำรองที่ได้จัดสรรตามมาตรา ๔๒
(ค) เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดบัญชีตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับธนาคาร แต่ไม่รวมเงินสำรองเพื่อการลดค่าของสินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้
(ง) กำไรสุทธิคงเหลือจากการจัดสรร
เงินกองทุนส่วนที่ระบุใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) ให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดบัญชีออกก่อน และให้หักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและให้หักมูลค่าของหุ้นที่ธนาคารได้ซื้อคืนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดออกจากเงินกองทุนใน (ก) และ (ง) ด้วยวิธีราคาตามมูลค่าตามแนวปฏิบัติทางการบัญชีเกี่ยวกับหุ้นซื้อคืนของกิจการหรือตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(๒) เงินกองทุนชั้นที่สอง ประกอบด้วย
(ก) เงินสำรองจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการตีราคาที่ดินและอาคาร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(ข) เงินสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ ซึ่งได้กันไว้ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดทั้งนี้ ให้นับเข้าเป็นเงินกองทุนได้ไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองห้าของยอดสินทรัพย์เสี่ยง
(ค) เงินสำรองจากการตีราคาตราสารทุนประเภทเผื่อขายตามมาตรฐานการบัญชีเรื่อง การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ทั้งนี้ ให้ธนาคารถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑) ในกรณีที่มูลค่าสุทธิจากการตีราคาเป็นส่วนเกินทุน ให้ธนาคารนับส่วนเกินทุนดังกล่าวเป็นเงินกองทุนของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคารได้ไม่เกินร้อยละสี่สิบห้าของยอดมูลค่าสุทธิส่วนเกินทุนดังกล่าว
๒) ในกรณีที่มูลค่าสุทธิจากการตีราคาเป็นส่วนขาดทุน ให้ธนาคารหักส่วนที่ขาดทุนดังกล่าวออกจากเงินกองทุนทั้งสิ้นของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคาร
(ง) เงินที่ธนาคารได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะยาวเกินห้าปีที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ทั้งนี้ เงินกองทุนชั้นที่สองจะต้องมีเงินจำนวนสูงสุดไม่เกินเงินกองทุนชั้นที่หนึ่ง
ข้อ ๒ ให้ธนาคารดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ และภาระผูกพันตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้
(๑) นำรายการในงบการเงินทางด้านสินทรัพย์ทุกรายการ และภาระผูกพันทุกรายการมาคำนวณโดยใช้มูลค่าตามบัญชี ณ วันที่รายงานมาคำนวณกับน้ำหนักความเสี่ยงส่วนสินทรัพย์และภาระผูกพันที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้แปลงค่าเป็นเงินบาทก่อน โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถัวเฉลี่ยขั้นต่ำสุดและอัตราขายถัวเฉลี่ย จากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง ณ วันที่จัดทำรายงานตามข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศสำหรับสกุลเงินซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้ประกาศอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงไว้ ให้ใช้วิธีการคำนวณจากอัตราไขว้
(๒) คูณสินทรัพย์แต่ละรายการด้วยน้ำหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์
(๓) คูณภาระผูกพันแต่ละรายการด้วยค่าแปลงสภาพของภาระผูกพันแล้วนำผลลัพธ์ที่ได้คูณกับน้ำหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์
(๔) รวมผลคูณของสินทรัพย์ตาม (๒) กับผลคูณของภาระผูกพันตาม (๓) ทุกรายการอัตราส่วนเงินกองทุนต่อผลลัพธ์ที่ได้ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละแปดจุดห้า และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งต่อผลลัพธ์ที่ได้ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละสี่จุดสองห้า
น้ำหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และค่าแปลงสภาพของภาระผูกพันให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ทนง พิทยะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน หรือภาระผูกพัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ชัชสรัญ/ผู้จัดทำ
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙