ข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วย การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงิน
พ.ศ. 2542
---------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (3) (จ) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
คณะกรรมการสภาทนายความ โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ
ออกข้อบังคับว่าด้วย การเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงิน ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงินและ
การเก็บรักษาเงิน พ.ศ. 2542"
ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ 3 ให้ยกเลิกข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการเก็บรักษาเงิน และการเบิกจ่ายเงิน
พ.ศ. 2529 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529
ข้อ 4 ในข้อบังคับนี้
"นายก" หมายความว่า นายกสภาทนายความ
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสภาทนายความ
"อุปนายก" หมายความว่า อุปนายกสภาทนายความ
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสภาทนายความ
"เหรัญญิก" หมายความว่า เหรัญญิกสภาทนายความ
"พนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งในสภาทนายความโดยได้รับเงินเดือน
ตามอัตราในงบทำการ
"เจ้าหน้าที่การเงิน" หมายความว่า เหรัญญิก หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน หรือพนักงาน
บัญชีและการเงิน ที่นายกสภาทนายความกำหนด
ส่วนที่ 1
การรับเงิน
----------------
ข้อ 5 การรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ให้ปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลัง
ข้อ 6 ให้เจ้าหน้าที่การเงินเป็นเจ้าหน้าที่ในการรับเงิน
ข้อ 7 เมื่อได้รับเงินอื่นใดนอกเหนือจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล ให้เจ้าหน้าที่การเงิน
มีหน้าที่ในการรับเงิน ออกใบเสร็จรับเงินมอบให้ผู้ชำระเงินทุกครั้ง ใบเสร็จรับเงินให้เป็นไปตาม
แบบที่เหรัญญิกกำหนด แต่อย่างน้อยต้องมีหมายเลขกำกับเล่มและหมายเลขกำกับใบเสร็จรับเงิน
เรียงกันไปทุกฉบับ และใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับอย่างน้อยต้องมีต้นฉบับและสำเนา โดยมอบ
ต้นฉบับให้ผู้ชำระเงินและเก็บสำเนาไว้ในเล่ม 1 ใบ
ข้อ 8 ในการออกใบเสร็จรับเงินให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน หรือผู้ทำการแทน และ
เจ้าหน้าที่การเงินอื่น หรือพนักงานซึ่งเหรัญญิกมอบหมาย ลงนามในใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง
ข้อ 9 ให้ฝ่ายบัญชีและการเงินจัดทำทะเบียนคุมใบเสร็จรับเงินไว้เพื่อให้ทราบและ
ตรวจสอบได้ว่า ได้จัดพิมพ์ขึ้นจำนวนเท่าใด ได้จ่ายใบเสร็จรับเงินเล่มใดหมายเลขใดถึง
หมายเลขใด ให้หน่วยงานใด หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดไปดำเนินการจัดเก็บเงินเมื่อวัน เดือน ปีใด และ
ให้มีหลักฐานการรับส่งใบเสร็จรับเงินนั้นไว้ด้วย
ข้อ 10 ใบเสร็จรับเงิน ห้ามขูดลบ แก้ไข เพิ่มเติมจำนวนเงินหรือชื่อผู้ชำระเงิน หาก
ใบเสร็จรับเงินฉบับใดลงรายการรับเงินผิดพลาด ก็ให้ขีดฆ่าจำนวนเงินและเขียนใหม่ทั้งจำนวน
แล้วให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อกำกับการขีดฆ่านั้นไว้ด้วย หรือขีดฆ่าเลิกใช้ใบเสร็จรับเงินนั้น
ทั้งฉบับโดยออกฉบับใหม่ ใบเสร็จรับเงินที่ขีดฆ่าเลิกใช้นั้นให้ติดไว้กับสำเนาใบเสร็จรับเงิน
ในเล่ม
ข้อ 11 ให้ฝ่ายบัญชีและการเงิน รับผิดชอบเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงาน
ตรวจเงินแผ่นดินหรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินประจำเขตยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย
อย่าให้สูญหายและเมื่อได้ตรวจสอบแล้ว ก็ให้เก็บอย่างเอกสารธรรมดาได้
ข้อ 12 การรับเงินให้รับเป็นตัวเงินสด ธนาณัติ เช็คไปรษณีย์ และเช็คที่เชื่อถือได้ สำหรับ
การรับเช็คให้ถือหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้
12.1 ต้องเป็นเช็คที่สั่งจ่ายโดยผู้ชำระเงิน หรือเป็นเช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่าย
ถ้าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นต้องมีลายมื่อชื่อของผู้ชำระเงินสลักหลังเช็คนั้นด้วย
12.2 ต้องเป็นเช็คที่ลงวันที่เดียวกับวันชำระเงิน หรือก่อนวันชำระเงินไม่เกิน
30 วัน
12.3 ถ้าเป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ให้รับไว้เฉพาะเป็นการส่งมอบเช็คให้ก่อน
วันถึงกำหนดชำระหนี้ และวันที่ที่ลงในเช็คต้องไม่ช้ากว่าวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ในกรณี
เช่นนั้นให้ออกใบรับเช็คไว้เป็นหลักฐาน และให้ออกใบเสร็จรับเงินให้เมื่อถึงวันที่ที่ระบุใน
เช็คนั้น
12.4 ต้องเป็นเช็คของธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานคร
ถ้าเป็นเช็คของธนาคารที่มีสำนักงานอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานครให้รับได้เฉพาะที่ผู้ชำระเงิน
เป็นทนายความและเป็นผู้สั่งจ่าย และยินยอมจ่ายค่าธรรมเนียมขึ้นเงินของธนาคารให้สภา
ทนายความล่วงหน้าในวันที่ชำระเงินนั้น
ข้อ 13 เมื่อได้รับเช็คจากผู้ใดแล้ว ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้
ให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงินแจ้งให้ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังจ่ายเงินสดทันที แล้วรายงานให้
เหรัญญิกทราบ แล้วห้ามมิให้รับเช็คจากผู้ชำระเงินรายนั้นอีกจนกว่าผู้นั้นจะได้ชำระเงินที่ถึง
กำหนดชำระดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากนายก อุปนายก เลขาธิการ
หรือเหรัญญิก เป็นกรณีๆ ไป
ในกรณีที่ผู้ชำระเงินไม่จ่ายเงินสดตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงินเสนอ
เลขาธิการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ในกรณีที่เห็นสมควรให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน โดยความเห็นชอบของเลขาธิการ
หรือเหรัญญิก จะสั่งไม่ให้รับเช็คจากบุคคลใดเป็นการเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปก็ได้
ข้อ 14 การรับเช็คที่มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นให้กระทำได้โดยอนุมัติ
ของนายก อุปนายก เลขาธิการ หรือเหรัญญิก
ข้อ 15 การไปรับเงิน ณ สถานที่จ่ายเงินของผู้ชำระเงินให้มีทะเบียนคุมใบเสร็จรับเงิน
ที่นำไปเก็บเงิน และให้พนักงานเก็บเงินลงชื่อรับใบเสร็จรับเงินที่จะนำไปเก็บในทะเบียนคุม
ดังกล่าว เมื่อเก็บเงินได้แล้ว ให้นำส่งฝ่ายบัญชีและการเงินภายในวันเดียวกันแล้วให้เจ้าหน้าที่
ผู้รับเงินลงชื่อในใบเสร็จรับเงินทุกฉบับที่พนักงานเก็บเงินส่ง ใบเสร็จรับเงินเล่มใดที่พนักงาน
เก็บเงินใช้หมดแล้ว ต้องส่งคืนฝ่ายบัญชีและการเก็บเงินเป็นหลักฐานต่อไป
ข้อ 16 ให้เจ้าหน้าที่การเงินมีหน้าที่ติดตามเร่งรัดให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และให้เป็นหน้าที่
ของพนักงานและลูกจ้างทุกคนในอันที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเงิน เพื่อเร่งรัดติดตาม
ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามสัญญาหรือข้อตกลงที่ทำไว้
ข้อ 17 เจ้าหน้าที่การเงินที่รับเงินและรักษาเงินต้องรับผิดชอบจำนวนเงินหรือเอกสาร
แทนตัวเงินอื่นๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตน
ข้อ 18 เงินรายรับที่รับไว้ประจำวันจะนำไปใช้จ่ายไม่ได้ และให้นำฝากธนาคารตาม
ข้อ 32
ส่วนที่ 2
การจ่ายเงิน
--------------
ข้อ 19 การจ่ายเงินให้จ่ายได้เฉพาะเพื่อกิจการ และภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์
ของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
ข้อ 20 นายเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินคราวหนึ่งไม่เกิน 50,000 บาท อุปนายกไม่เกิน
40,000 บาท เลขาธิการไม่เกิน 30,000 บาท และเหรัญญิกไม่เกิน 20,000 บาท ถ้าเป็นการจ่ายเงิน
คราวหนึ่งเกิน 50,000 บาทขึ้นไป ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ แต่ทั้งนี้ไม่
รวมถึงการสั่งจ่ายเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าล่วงเวลา หรือเงินอื่นใดที่ต้องจ่ายให้พนักงาน
หรือลูกจ้างพร้อมกับการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างตามปกติ ซึ่งเหรัญญิกมีอำนาจสั่งจ่ายได้ตามที่
จ่ายจริง หรือเป็นกรณีการเบิกจ่ายตามมติที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ
ข้อ 21 เลขาธิการหรือเหรัญญิกอาจมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้พนักงาน ซึ่งดำรง
ตำแหน่งใดก็ได้ให้สั่งจ่ายเงินเพื่อกิจการของสภาทนายความ ทั้งนี้ในการมอบหมายให้คำนึงถึง
ระดับ ตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบเป็นสำคัญ
ข้อ 22 ก่อนจ่ายเงินให้เรียกใบเสร็จรับเงินที่เซ็นชื่อรับเงินแล้ว หรือให้ผู้รับเงินลงลาย
มือชื่อแสดงการรับเงินในเอกสารการรับเงิน และเรียกเก็บใบสำคัญจ่ายไว้เป็นหลักฐานการจ่าย
เงินทุกราย สำหรับการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าแรงงาน เบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา ค่าพาหนะ ต้องมี
เอกสารแสดงการรับเงินไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 23 กำหนดการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือเงินอื่นใดให้เป็นไปตาม
ระเบียบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ 24 การจ่ายเงินต้องจ่ายให้ผู้มีสิทธิรับเงิน โดยให้แสดงหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัว
หรือหลักฐานที่เชื่อถือมาแสดงประกอบการขอรับเงิน
ข้อ 25 การจ่ายเงินแต่ละครั้งถ้าไม่เกิน 5,000 บาท จะจ่ายเป็นเงินสดก็ได้ แต่ถ้าเกิน
5,000 บาท ให้จ่ายเป็นเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน และขีดคร่อมเช็คนั้นด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับ
อนุมัติจากเลขาธิการ หรือเหรัญญิก เป็นอย่างอื่น
ข้อ 26 การออกเช็คสั่งจ่ายเงินในกิจการของสภาทนายความนั้น ให้นายก อุปนายก
เลขาธิการ หรือเหรัญญิก ลงนามร่วมกันอย่างน้อยสองท่าน
ข้อ 27 การนำเงินไปฝากหรือส่งธนาคารหรือไปจ่าย ณ สถานที่แห่งอื่นนอกจากบริเวณ
ที่ประจำทำงาน ถ้าเงินที่นำไปคราวหนึ่งเป็นตัวเงินสด หรือเช็คเงินสดเกินกว่า 5,000 บาท
ให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงินแต่งตั้งพนักงานบัญชีและการเงินคนหนึ่ง กับพนักงานระดับ
หัวหน้าฝ่ายขึ้นไปอีกคนหนึ่งร่วมเป็นกรรมการรับผิดชอบ
ข้อ 28 กรรมการแต่ละคนดังกล่าวตามข้อ 27 มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในจำนวนเงิน
ที่นำไปส่งหรือไปจ่าย
ข้อ 29 การจ่ายเงินรายใดที่จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร พนักงาน
บัญชีและการเงินมีหน้าที่หักค่าภาษีและนำส่งภาษีให้เป็นไปตามกฎหมาย
ข้อ 30 เมื่อการรับและจ่ายเงินประจำวันสิ้นสุดลงแล้ว ให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน
รวบรวมการรับเงินประจำวัน และใบสำคัญจ่ายเงินประจำวันลงบัญชี และทำรายงานการเงิน
ประจำวันเสนอหัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน เพื่อเสนอเลขาธิการวันทำการถัดไป
ข้อ 31 ให้ฝ่ายบัญชีและการเงินรวบรวมใบสำคัญจ่ายและเอกสารในการลงบัญชี และ
ให้ทำรายงานแสดงรายได้ รายจ่าย ประจำเดือนเสนอเลขาธิการ ไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป
และต้องจัดทำงบดุลเพียงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปี
ถัดไป โดยผู้สอบบัญชีจักต้องรับรองงบดุลเพื่อนำเสนอที่ประชุมใหญ่แต่ละปี
ส่วนที่ 3
การเก็บรักษา
--------------------
ข้อ 32 ให้เก็บเงินไว้ในที่ทำการได้ไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนเงินรายรับให้นำฝากธนาคาร
ทั้งหมด ถ้าฝากไม่ทันในวันนั้นให้นำฝากในวันทำการถัดไป และให้รายงานความล่าช้าต่อ
เหรัญญิกทันที
ข้อ 33 ให้เก็บเงินและสมุดเช็คไว้ที่สำนักงานในตู้นิรภัยหรือที่เก็บเงินที่มั่นคง แข็งแรง
สามารถทนไฟและยากแก่การทำลาย ห้ามเก็บกุญแจตู้นิรภัยหรือที่เก็บเงินนั้นไว้นอกสำนักงาน
หรือในลิ้นชักโต๊ะเป็นอันขาด
ข้อ 34 สมุดบัญชี เอกสาร หลักฐานการเงิน เช่น ใบสำคัญ ใบยืม ฯลฯ ให้เก็บรักษาไว้ใน
ตู้หรือสถานที่เก็บอันมั่นคงแข็งแรง
ข้อ 35 ให้มีคณะกรรมการรักษาเงินคณะหนึ่งประกอบด้วย หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน
เป็นกรรมการและพนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่หัวหน้าฝ่ายขึ้นไป ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งอีก
สองคนเป็นกรรมการ ให้คณะกรรมการรักษาเงินมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน ในการเก็บรักษาเงิน
ที่เก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานสภาทนายความ และให้คณะกรรมการมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง
เป็นผู้ถือกุญแจสำหรับเปิด - ปิดตู้นิรภัย หรือที่เก็บเงิน
ข้อ 36 คณะกรรมการรักษาเงินดังกล่าวตามข้อ 35 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
36.1 ตรวจนับจำนวนเงินสดคงเหลือ สอบยันกับยอดเงินคงเหลือประจำวัน
ในสมุดคุมตัวเงินประจำวันให้ถูกต้องตรงกัน และลงนามรับรองไว้ด้วย
36.2 ต้องระมัดระวังมิให้ลูกกุญแจอันอยู่ในความคุ้มครองรักษาสูญหายไป
ด้วยความประมาทเลินเล่อ ต้องเก็บกุญแจไว้ในที่ปลอดภัย มิให้ผู้ใดลักลอบนำไปพิมพ์แบบ
ลูกกุญแจได้
36.3 ในกรณีที่ลูกกุญแจสูญหาย หรือลูกกุญแจเกิดขัดข้องหรือตรวจพบ
ข้อบกพร่อง กรรมการเก็บรักษาเงินผู้ถือกุญแจต้องรายงานให้เลขาธิการหรือเหรัญญิกทราบทันที
36.4 การนำเงินออกจ่ายหรือนำเข้าเก็บต้องกระทำและรู้เห็นร่วมกันในระหว่าง
กรรมการเก็บรักษาเงิน และต้องลงชื่อรับทราบต่อจำนวนเงินคงเหลือในรายงานการเก็บเงิน
ร่วมกัน
36.5 กรรมการเก็บรักษาเงิน ต้องไขกุญแจปิด - เปิดตู้นิรภัยหรือที่เก็บเงินด้วย
ตนเองในกรณีที่ไม่สามารถจะปฏิบัติงานได้ ให้เลขาธิการ หรือเหรัญญิกสั่งแต่งตั้งบุคคลอื่น
เป็นครั้งคราวตามความจำเป็นแก่กรณี
36.6 กำหนดเวลาปิด - เปิดตู้นิรภัยหรือที่เก็บเงินให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ
เก็บรักษาเงินกำหนดด้วยความเห็นชอบของเหรัญญิก
ข้อ 37 ให้นายกสภาทนายความรักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบ
หรือคำสั่งใดๆ เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
สั่ง ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2542
สัก กอแสงเรือง
นายกสภาทนายความ