พระราชกฤษฎีกา
การได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๘
-------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดประเภท ตำแหน่งและการได้รับเงินประจำตำแหน่ง
ของข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการครูในสถาบันการศึกษาของกระทรวง
ศึกษาธิการ ข้าราชการทหารและข้าราชการตำรวจ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า "พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘"
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ประเภท
บริหารระดับสูง ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๙ ขึ้นไป ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน ดังต่อ
ไปนี้
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัด
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัด
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือทบวง
(๔) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวงหรือทบวง
แต่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและมี
หัวหน้าส่วนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
(๕) ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
(๖) หัวหน้าสถานเอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย
ประจำสหประชาชาติ หัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ
รองหัวหน้าสถานเอกอัครราชทูต รองหัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศประจำสหประชาชาติ
และรองหัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ
(๗) หัวหน้าสถานกงศุล
(๘) หัวหน้าส่วนราชการที่สูงกว่ากองในกรม
มาตรา ๔ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ประเภท
บริหารระดับกลาง ได้แก่ ตำแหน่งระดับ ๘ ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ตรวจราชการระดับกรม
(๒) หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด
(๓) หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นกองหรือมีฐานะเทียบกอง
(๔) หัวหน้าหน่วยงานอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นกองตาม
ที่ ก.พ.กำหนด
มาตรา ๕ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
วิชาชีพเฉพาะ (วช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๗ ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(ก) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่น
กรองและ รับรองการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชา
ชีพดังกล่าว ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม
(ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
มาตรา ๖ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
เชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๙ ขึ้นไป ที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของ
หน่วยงาน โดยอาศัยพื้นฐานของความรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝนทฤษฎี หรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้อง
กับงาน และเป็นงานเชิงพัฒนาระบบหรือมาตรฐานของงาน งานอนุรักษ์ตามภารกิจ หรืองานที่ต้อง
ปฏิบัติโดยผู้มีความรู้ ความสามารถหรือประสบการณ์เป็นอย่างสูงเฉพาะด้าน อันเป็นที่ยอมรับใน
วงการวิชาการหรือวงการด้านนั้น ๆ และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังต่อไปนี้
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการผังเมือง
(๓) ด้านการฝึกอบรม
(๔) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๕) ด้านกีฎวิทยา
(๖) ด้านคุมประพฤติ
(๗) ด้านช่างศิลปกรรม
(๘) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๙) ด้านนิติการ
(๑๐) ด้านโบราณคดี
(๑๑) ด้านประเมินอากร
(๑๒) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๑๓) ด้านวิเคราะห์งานทะเบียนการค้า
(๑๔) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๑๕) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๖) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๑๗) ด้านวิชาการกษาปณ์
(๑๘) ด้านวิชาการเกษตร
(๑๙) ด้านวิชาการขนส่ง
(๒๐) ด้านวิชาการคลัง
(๒๑) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๒๒) ด้านวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน
(๒๓) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๒๔) ด้านวิชาการตรวจสอบภาษี
(๒๕) ด้านวิชาการทัณฑวิทยา
(๒๖) ด้านวิชาการธรณีวิทยา
(๒๗) ด้านวิชาการบัญชี
(๒๘) ด้านวิชาการประกันภัย
(๒๙) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๓๐) ด้านวิชาการประมง
(๓๑) ด้านวิชาการประมงทะเล
(๓๒) ด้านวิชาการป่าไม้
(๓๓) ด้านวิชาการผลิตภัณฑ์อาหาร
(๓๔) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๓๕) ด้านวิชาการพาณิชย์
(๓๖) ด้านวิชาการภาษี
(๓๗) ด้านวิชาการมาตรฐาน
(๓๘) ด้านวิชาการมาตรฐานสินค้า
(๓๙) ด้านวิชาการแรงงาน
(๔๐) ด้านวิชาการโรคพืช
(๔๑) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๔๒) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๔๓) ด้านวิชาการศึกษา
(๔๔) ด้านวิชาการเศรษฐกิจ
(๔๕) ด้านวิชาการสหกรณ์
(๔๖) ด้านวิชาการสอบ
(๔๗) ด้านวิชาการสถิติ
(๔๘) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๔๙) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๕๐) ด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม
(๕๑) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๕๒) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๕๓) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๕๔) ด้านวิทยาศาสตร์
(๕๕) ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
(๕๖) ด้านวิเทศสหการ
(๕๗) ด้านวิศวกรรม
(๕๘) ด้านส่งเสริมและสอนการพลศึกษา
(๕๙) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๖๐) ด้านสัตววิทยา
(๖๑) ด้านสถิติเศรษฐสังคม
(๖๒) ด้านสำรวจดิน
(๖๓) ด้านอักษรศาสตร์
(๖๔) ด้านอุตุนิยมวิทยา
มาตรา ๗ ข้าราชการพลเรือนผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๓
มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ตำแหน่งใด ระดับใด และปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับตำแหน่งนั้นและระดับนั้นของประเภทบริหารระดับสูง
ประเภทบริหารระดับกลาง ประเภทวิชาชีพเฉพาะ (วช.) หรือประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) แล้วแต่
กรณี ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงิน
ประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๘ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยที่จะได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
มาตรา ๙ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยที่จะได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ (วช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๗ ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(ก) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่น
กรองและรับรองการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชา
ชีพดังกล่าว ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม
(ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
มาตรา ๑๐ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยที่จะได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) หรือชำนาญการ (ช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๙ ขึ้นไป
ที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของหน่วยงาน หรืองานที่ต้องการความชำนาญการเฉพาะด้าน โดย
อาศัยพื้นฐานของความรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝนทฤษฎี หรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน และเป็น
งานเชิงพัฒนาระบบหรือมาตรฐานของงาน งานอนุรักษ์ตามภารกิจ หรืองานที่ต้องปฏิบัติโดยผู้มี
ความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์เป็นอย่างสูงเฉพาะด้าน อันเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ
หรือวงการด้านนั้น ๆ และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือชำนาญการเฉพาะด้าน ดังต่อไปนี้
(๑) ด้านกิจการนักศึกษา
(๒) ด้านจิตวิทยา
(๓) ด้านช่างภาพการแพทย์
(๔) ด้านนิติการ
(๕) ด้านแนะแนวการศึกษาและอาชีพ
(๖) ด้านบรรณารักษ์
(๗) ด้านบริหารงานบุคคล
(๘) ด้านบริหารทั่วไป
(๙) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๐) ด้านวิจัย
(๑๑) ด้านวิชาการเกษตร
(๑๒) ด้านวิชาการบัญชี
(๑๓) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๑๔) ด้านวิชาการประมง
(๑๕) ด้านวิชาการพัสดุ
(๑๖) ด้านวิชาการโภชนาการ
(๑๗) ด้านวิชาการรังสีเทคนิค
(๑๘) ด้านวิชาการเวชสถิติ
(๑๙) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๐) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๑) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๒) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๒๓) ด้านวิชาการโสตทัศนศึกษา
(๒๔) ด้านวิชาการอาชีวบำบัด
(๒๕) ด้านวิทยาศาสตร์
(๒๖) ด้านวิเทศสัมพันธ์
(๒๗) ด้านวิศวกรรม
(๒๘) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๒๙) ด้านเอกสารสนเทศ
มาตรา ๑๑ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยที่จะได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งประเภทบริหาร (บ.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๘ ขึ้นไป ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหาร
งาน ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้อำนวยการ และหัวหน้าสำนักงานอธิการบดี
(๒) ผู้อำนวยการกอง เลขานุการคณะ เลขานุการสถาบัน เลขานุการศูนย์
เลขานุการสำนัก เลขานุการสำนักงานคณบดี และเลขานุการวิทยาลัย
(๓) ตำแหน่งบริหารที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งตาม (๑)
หรือ (๒) ตามที่ ก.ม. กำหนด
มาตรา ๑๒ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ตำแหน่งใด หรือตำแหน่งและระดับใด และ
ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับตำแหน่งนั้น หรือ
ตำแหน่งและระดับนั้นของประเภทวิชาการ ประเภทวิชาชีพเฉพาะ (วช.) ประเภทชำนาญการ (ช.)
ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) หรือประเภทบริหาร (บ.) แล้วแต่กรณี ตามบัญชีอัตราเงินประจำ
ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๑๓ ตำแหน่งข้าราชการครูที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
วิชาการ ได้แก่ ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ ๓
มาตรา ๑๔ ตำแหน่งข้าราชการครูที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
เชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๙ ขึ้นไป ที่ผ่านการประเมินความเชี่ยวชาญและ
ผลงานวิชาการเฉพาะตัวที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของหน่วยงาน โดยอาศัยพื้นฐานของ
ความรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝนทฤษฎี หรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน และเป็นงานเชิงพัฒนา
ระบบหรือมาตรฐานของงาน หรืองานที่ต้องปฏิบัติโดยผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์
เป็นอย่างสูงเฉพาะด้านอันเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการหรือวงการด้านนั้น ๆ และต้องใช้ความ
เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังต่อไปนี้
(๑) ด้านนิเทศก์การศึกษา
(๒) ด้านบริหารสถานศึกษา
มาตรา ๑๕ ตำแหน่งข้าราชการครูที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
บริหารได้แก่ ตำแหน่งระดับ ๘ ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการวิทยาเขต
และผู้อำนวยการศูนย์
(๒) ศึกษาธิการเขต
(๓) ศึกษาธิการจังหวัด
(๔) ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด
(๕) ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
(๖) ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด
(๗) ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร
(๘) ตำแหน่งบริหารที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งตาม
(๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ตามที่ ก.ค. กำหนด
มาตรา ๑๖ ข้าราชการครูผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ตำแหน่งใด หรือตำแหน่งและระดับใด และปฏิบัติหน้าที่หลักของ
ตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับตำแหน่งนั้น หรือตำแหน่งและระดับ
นั้นของประเภทวิชาการ ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) หรือประเภทบริหาร แล้วแต่กรณี ตามบัญชี
อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.
๒๕๓๘
มาตรา ๑๗ ตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง
ได้แก่ ตำแหน่งดังต่อไปนี้
(๑) อธิการบดี
(๒) รองอธิบการบดี คณบดี ประธานสาขาวิชา ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัย และหัวหน้าแผนกอิสระ
(๓) รองคณบดี รองประธานสาขาวิชา รองผู้อำนวยการศูนย์ รองผู้อำนวยการ
สถาบัน รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการวิทยาลัย รองหัวหน้าแผนกอิสระ ผู้ช่วยอธิการบดี
และหัวหน้าภาควิชา
มาตรา ๑๘ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๑๗ ตำแหน่งใดและ
ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับตำแหน่ง
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยนั้น ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐท้าย
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๑๙ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนหรือให้รักษาการในตำแหน่ง
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๗ ในกรณีที่เป็นตำแหน่งว่างตำแหน่งใด และปฏิบัติหน้าที่
หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหาร
ในมหาวิทยาลัยของรัฐท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ในอัตรา
ที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้นนับแต่วันที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษา
ราชการแทนหรือให้รักษาการในตำแหน่งแล้วแต่กรณี เป็นต้นไป จนถึงวันที่พ้นจากหน้าที่ดังกล่าว
แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๒๐ ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้บริหารในวิทยาลัยครู ได้แก่ ตำแหน่ง
(๑) อธิการ
(๒) รองอธิบการ
(ข) ผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้แก่ ตำแหน่ง
(๑) อธิการบดี
(๒) รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน และ
ผู้อำนวยการสำนัก
(๓) รองคณบดี รองผู้อำนวยการสถาบัน และรองผู้อำนวยการสำนัก
มาตรา ๒๑ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการตามมาตรา ๒๐ ตำแหน่งใด และปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้
รับเงินประจำตำแหน่ง ในอัตราสำหรับตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษา
ธิการตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการท้าย
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๒๒ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนหรือให้รักษาการในตำแหน่ง
ตามมาตรา ๒๐ ในกรณีที่เป็นตำแหน่งว่างตำแหน่งใดและปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว
ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ในอัตรา
ที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้นนับแต่วันที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษา
ราชการแทนหรือให้รักษาการในตำแหน่ง แล้วแต่กรณี เป็นต้นไปจนถึงวันที่พ้นจากหน้าที่ดังกล่าว
แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๒๓ ตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
บริหารระดับสูง ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.อ.อัตราเงินเดือน พ.อ. (พิเศษ) หรือ น.อ.อัตราเงิน
เดือน น.อ.(พิเศษ) ขึ้นไป และตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลาง ได้แก่ ตำแหน่งชั้นยศ พ.อ. หรือ
น.อ. โดยตำแหน่งดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้
(ก) คุณลักษณะของตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือบริหารระดับกลาง
ต้อง
(๑) เป็นตำแหน่งที่ต้องบริหารด้านกำลังพล และหรือ
(๒) เป็นตำแหน่งที่ต้องบริหารงบประมาณของหน่วย และหรือ
(๓) เป็นตำแหน่งที่ต้องบริหารงานตามภารกิจที่กำหนดไว้ในอัตราการ
จัดหน่วย
(ข) ตำแหน่งตาม (ก) ต้องเป็นตำแหน่งที่อยู่ในกลุ่มของส่วนราชการกลุ่มใด
กลุ่มหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) กลุ่มที่ ๑ ได้แก่ ส่วนราชการต่าง ๆ ตามอัตราการจัดของกระทรวง
กลาโหมที่เป็นส่วนบังคับบัญชา หน่วยกำลังรบ หน่วยสนับสนุนการรบ หรือหน่วยสนับสนุนการ
ช่วยรบ
(๒) กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ ส่วนราชการต่าง ๆ ตามอัตราการจัดของกระทรวง
กลาโหมที่เป็นหน่วยฝ่ายเสนาธิการ หรือฝ่ายอำนวยการ
(๓) กลุ่มที่ ๓ ได้แก่ ส่วนราชการต่าง ๆ ตามอัตราการจัดของกระทรวง
กลาโหมที่เป็นหน่วยฝ่ายกิจการพิเศษ หรือส่วนการศึกษา
ทั้งนี้ เฉพาะตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว ในวันที่
๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๗
มาตรา ๒๔ ตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชา
ชีพเฉพาะ (วช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.ท. หรือ น.ท. ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(ก) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่น
กรองและรับรองการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชา
ชีพดังกล่าว ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม
(ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
(๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมแผนที่
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมอากาศยาน
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมอุทกศาสตร์
มาตรา ๒๕ ตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
เชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.อ.อัตราเงินเดือน พ.อ. (พิเศษ) หรือ น.อ.
อัตราเงินเดือน น.อ. (พิเศษ) ขึ้นไป ที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของหน่วยงานโดยอาศัยพื้นฐาน
ของความรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝนทฤษฎี หรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน และเป็นงานเชิง
พัฒนาระบบหรือมาตรฐานของงาน งานอนุรักษ์ตามภารกิจ หรืองานที่ต้องปฏิบัติโดยผู้มีความรู้
ความสามารถ หรือประสบการณ์เป็นอย่างสูงเฉพาะด้าน อันเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการหรือ
วงการด้านนั้น ๆ และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยมีคุณวุฒิการศึกษาตรงกับความเชี่ยว
ชาญเฉพาะด้าน ดังต่อไปนี้
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการบิน
(๓) ด้านการฝึกอบรม
(๔) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๕) ด้านขีปนาวุธ
(๖) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๗) ด้านนิติการ
(๘) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๙) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๑๐) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๑) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๑๒) ด้านวิชาการเกษตร
(๑๓) ด้านวิชาการขนส่ง
(๑๔) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๑๕) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๑๖) ด้านวิชาการธรณีวิทยา
(๑๗) ด้านวิชาการบัญชี
(๑๘) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๑๙) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๒๐) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๒๑) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๒) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๓) ด้านวิชาการเศรษฐกิจ
(๒๔) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๕) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๒๖) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๒๗) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๒๘) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๒๙) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๓๐) ด้านวิทยาศาสตร์
(๓๑) ด้านวิศวกรรม
(๓๒) ด้านเสนาธิการ
(๓๓) ด้านสัตววิทยา
(๓๔) ด้านอักษรศาสตร์
(๓๕) ด้านอุตุนิยมวิทยา
มาตรา ๒๖ ตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
ตุลาการพระธรรมนูญและอัยการทหาร ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.ท. หรือ น.ท. ขึ้นไป ดังต่อไป
นี้
(๑) ตุลาการพระธรรมนูญ
(๒) อัยการ
(๓) อัยการผู้ช่วย
มาตรา ๒๗ ตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
วิชาการในโรงเรียนทหาร ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.ต. หรือ น.ต. ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
มาตรา ๒๘ ข้าราชการทหารผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๒๓
มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ตำแหน่งใด ชั้นยศใด หรือชั้นยศ และอัตราเงิน
เดือนใด และปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับ
ตำแหน่งนั้นชั้นยศนั้น หรือชั้นยศและอัตราเงินเดือนนั้นของประเภทบริหารระดับสูง ประเภทบริหาร
ระดับกลางประเภทวิชาชีพเฉพาะ (วช.) ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) ประเภทตุลาการพระธรรม
นูญและอัยการทหารหรือประเภทวิชาการในโรงเรียนทหาร แล้วแต่กรณี ตามบัญชีอัตราเงินประจำ
ตำแหน่งข้าราชการทหารท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
ข้าราชการทหารผู้ได้รับเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว ถ้าต่อมาได้รับแต่งตั้งและ
ปฏิบัติหน้าที่หลักในตำแหน่งสูงขึ้นโดยเป็นตำแหน่งที่มีเงินประจำตำแหน่งในอัตรามากกว่าที่ได้รับ
อยู่ แต่ยังไม่ได้รับชั้นยศสูงขึ้น ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามอัตราเดิมต่อไปจนกว่าจะได้รับยศ
สูงขึ้น
มาตรา ๒๙ ตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
บริหารระดับสูง ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พล.ต.จ. หรือ พ.ต.อ. อัตราเงินเดือน พ.ต.อ. (พิเศษ)
ขึ้นไป ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน ดังต่อไปนี้
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๔) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๕) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๖) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๗) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือเทียบกองบังคับการ
(๘) หัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บังคับการ
หรือเทียบผู้บังคับการ
(๙) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือเทียบกองบังคับการ
(๑๐) หัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งรองผู้บังคับ
การหรือเทียบรองผู้บังคับการ
(๑๑) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งรอง
ผู้บังคับการหรือเทียบรองผู้บังคับการ
(๑๒) ตำแหน่งอื่นที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่า
ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการ หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือ
รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการ แล้วแต่กรณี ตามที่ ก.ตร.กำหนด
มาตรา ๓๐ ตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
บริหารระดับกลาง ได้แก่ ตำแหน่งชั้นยศ พ.ต.อ.ที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานดังต่อไปนี้
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองกำกับการหรือเทียบกองกำกับการ
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้กำกับการ
หรือเทียบผู้กำกับการ
(๓) หัวหน้าส่วนราชการระดับสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้กำกับการ
หรือเทียบผู้กำกับการ
(๔) หัวหน้าส่วนราชการระดับด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่ง
ผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการ
(๕) ตำแหน่งอื่นที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่า
ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองกำกับการตามที่ ก.ตร.กำหนด
มาตรา ๓๑ ตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
วิชาชีพเฉพาะ (วช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.ต.ท.ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(ก) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด มีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่น
กรอง และรับรองการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชา
ชีพดังกล่าว ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม
(ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อ
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ
ซึ่งได้แก่ ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
มาตรา ๓๒ ตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
เชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พล.ต.จ. หรือ พ.ต.อ. อัตราเงินเดือน พ.ต.อ.
(พิเศษ) ขึ้นไป ที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของหน่วยงาน โดยอาศัยพื้นฐานของความรู้ ประสบ
การณ์ การฝึกฝนทฤษฎี หรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน และเป็นงานเชิงพัฒนาระบบหรือมาตร
ฐานของงาน งานอนุรักษ์ตามภารกิจ หรืองานที่ต้องปฏิบัติโดยผู้มีความรู้ ความสามารถ หรือ
ประสบการณ์เป็นอย่างสูงเฉพาะด้านอันเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการหรือวงการด้านนั้น ๆ และต้องใช้
ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยมีคุณวุฒิการศึกษาตรงกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังต่อไปนี้
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการผังเมือง
(๓) ด้านการฝึกอบรม
(๔) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๕) ด้านช่างศิลปกรรม
(๖) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๗) ด้านนิติการ
(๘) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๙) ด้านวิเคราะห์งานทะเบียนการค้า
(๑๐) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๑๑) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๒) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๑๓) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๑๔) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๑๕) ด้านวิชาการตรวจสอบภาษี
(๑๖) ด้านวิชาการบัญชี
(๑๗) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๑๘) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๑๙) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๒๐) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๑) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๒) ด้านวิชาการสอบ
(๒๓) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๔) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๒๕) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๒๖) ด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม
(๒๗) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๒๘) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๒๙) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๓๐) ด้านวิทยาศาสตร์
(๓๑) ด้านวิเทศสหการ
(๓๒) ด้านวิศวกรรม
(๓๓) ด้านส่งเสริมและสอนการพลศึกษา
(๓๔) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๓๕) ด้านสัตววิทยา
(๓๖) ด้านอักษรศาสตร์
มาตรา ๓๓ ตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภท
วิชาการในโรงเรียนตำรวจ ได้แก่ ตำแหน่งตั้งแต่ชั้นยศ พ.ต.ต. ขึ้นไป ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
มาตรา ๓๔ ข้าราชการตำรวจผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๒๙
มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓ ตำแหน่งใด ชั้นยศใด หรือชั้นยศและอัตราเงิน
เดือนใด และปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราสำหรับ
ตำแหน่งนั้น ชั้นยศนั้น หรือชั้นยศและอัตราเงินเดือนนั้นของประเภทบริหารระดับสูง ประเภทบริหาร
ระดับกลาง ประเภทวิชาชีพเฉพาะ (วช.) ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) หรือประเภทวิชาการใน
โรงเรียนตำรวจ แล้วแต่กรณี ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตำรวจท้ายพระราช
บัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
ข้าราชการตำรวจผู้ได้รับเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว ถ้าต่อมาได้รับแต่งตั้งและ
ปฏิบัติหน้าที่หลักในตำแหน่งสูงขึ้นโดยเป็นตำแหน่งที่มีเงินประจำตำแหน่งในอัตรามากกว่าที่ได้รับ
อยู่ แต่ยังไม่ได้รับชั้นยศสูงขึ้น ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามอัตราเดิมต่อไปจนกว่าจะได้รับยศ
สูงขึ้น
มาตรา ๓๕ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการ
ครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจ ซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่งสำหรับ
ตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง ตำแหน่งใด หากได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่นและมิได้ปฏิบัติหน้าที่หลัก
ของตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งสำหรับตำแหน่งนั้นตั้งแต่วันที่ไม่ได้
ปฏิบัติหน้าที่
มาตรา ๓๖ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการ
ครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับ
เงินประจำตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งนั้นไม่เต็มเดือนในเดือนใด ให้ได้รับเงิน
ประจำตำแหน่งสำหรับเดือนนั้นตามส่วนจำนวนวันที่ได้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่หลักของ
ตำแหน่งดังกล่าว
มาตรา ๓๗ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการ
ครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มี
สิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง และได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งนั้นเกินหนึ่งตำแหน่ง ให้ได้รับ
เงินประจำตำแหน่งสำหรับตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว
มาตรา ๓๘ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการ
ครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงิน
ประจำตำแหน่งและได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประเภทเดียวกันที่มีสิทธิได้รับเงิน
ประจำตำแหน่ง และได้ปฏิบัติหน้าที่หลักในตำแหน่งที่ตนไปปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งตามอัตราเดิมของตนต่อไป
มาตรา ๓๙ การกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำ
ตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกานี้ และตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งตามที่กำหนดในมาตรา ๔ (๔)
มาตรา ๑๑ (๓) มาตรา ๑๕ (๘) มาตรา ๒๙ (๑๒) และมาตรา ๓๐ (๕) เพิ่มขึ้นจากตำแหน่งและ
จำนวนตำแหน่งที่มีอยู่แล้วในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะ
กรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก่อน
มาตรา ๔๐ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือน
ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
พลเรือนในมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการครูในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการ
ทหาร และข้าราชการตำรวจประเภทใด ตำแหน่งใด จะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราช
บัญญัติดังกล่าวในอัตราใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา สมควรกำหนดประเภท
ตำแหน่ง และการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็น
ข้าราชการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
[รก.๒๕๓๘/๕ก/๑๕/๓๐ มกราคม ๒๕๓๘]
จารุวรรณ/แก้ไข
๘ สิงหาคม ๒๕๔๕
A+B (C)