ประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทน
ตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน
----------------------
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙
กระทรวงมหาดไทยจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๐๑
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน
ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่งานอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม ที่ใช้ลูกจ้าง
ตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป
ข้อ ๓ ในประกาศนี้
"งานอุตสาหกรรมหรืองานพาณิชยกรรม" หมายความถึง
(๑) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน หรือกิจการอื่นใดที่เกี่ยวกับการขุดค้นแร่ธาตุ
(๒) การผลิต เปลี่ยนแปลง ประกอบ ทำความสะอาด ซ่อมแซม ตบแต่ง ทำให้
สำเร็จรูป สงวนรักษา ดัดแปลงเพื่อจำหน่าย ทำให้แตกหัก รื้อถอน หรือแปรรูปซึ่งวัตถุหรือ
ทรัพย์สิน และรวมถึงการต่อเรือ การให้กำเนิด แปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น
(๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม ดัดแปลง หรือรื้อถอน
อาคาร ทางรถไฟ ทางรถราง ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำในประเทศ ถนน อุโมงค์
สะพาน ท่อระบาย บ่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซ หรือประปา หรืองานก่อสร้างอื่น ๆ
รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของงานก่อสร้างหรือโครงสร้างนั้น ๆ
(๔) การขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าทางถนน รถไฟ ทางน้ำในประเทศหรือทะเล
รวมทั้งการขนถ่ายสินค้าที่อู่เรือที่เทียบเรือ สะพานเทียบเรือ ท่าเรือ หรือโรงพักสินค้า
(๕) การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การให้เช่า การให้เช่าซื้อ การรับฝาก การกู้ยืม
การรับจำนำ การรับจำนอง การธนาคาร การโอนหรือจัดส่งเงิน การรับประกันภัยหรือประกันชีวิต
หรือธุรกิจที่ให้บริการโดยเรียกร้องค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือ
(๖) งานในสำนักงาน ซึ่งรวมถึง งานจัดการ งานวิทยาการ งานวิชาชีพ งาน
เสมียนพนักงาน หรืองานธุรการ อื่น ๆ
ทั้งนี้ไม่รวมถึงกิจการสถานสงเคราะห์เพื่อการกุศลและมูลนิธิ
"นายจ้าง" หมายความถึงบุคคลซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้
"ลูกจ้าง" หมายความถึงบุคคลซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างใน
งานอุตสาหกรรมหรืองานพาณิชยกรรม แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างทำงานรับใช้ในบ้าน
และข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการส่วนจังหวัด พนักงาน
เทศบาล และพนักงานสุขาภิบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ และพนักงานองค์การของรัฐ หรือ
หน่วยงานของรัฐซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีการบรรจุ การแต่งตั้ง การออกจากงานตลอดจนวินัย
ทำนองเดียวกับข้าราชการพลเรือน
"ลูกจ้างชั่วคราว" หมายความถึงลูกจ้างซึ่งทำงานที่มีลักษณะของงานเป็นการ
ไม่สม่ำเสมอ เป็นการจร เป็นครั้งคราว หรือเป็นไปตามฤดูกาล ทั้งนี้โดยมีระยะเวลาทำงานติดต่อ
กันไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยนับรวมวันหยุดงานซึ่งลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานตามประกาศกระทรวง
มหาดไทย เรื่อง กำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่าย
ค่าจ้าง และการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
"ค่าจ้าง" หมายความถึงสินจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทน
การทำงานของลูกจ้าง ไม่ว่าสินจ้างนั้นจะเรียกชื่อหรือคำนวณอย่างไรก็ตาม แต่ไม่รวมถึงค่าล่วง
เวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด โบนัส หรือผลประโยชน์อย่างอื่น ที่มีลักษณะเป็นการสงเคราะห์ลูกจ้าง
"ค่าล่วงเวลา" หมายความถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานเกิน
กำหนดเวลาทำงานปกติ
"ค่าล่วงเวลาในวันหยุด" หมายความถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่ง
ทำงานในวันหยุดงานประจำสัปดาห์ในวันหยุดงานตามประเพณีนิยม หรือในวันหยุดงานพักผ่อน
ประจำปี
"ค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน" หมายความถึง
(๑) ค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับตามอัตราซึ่งคำนวณได้เป็นรายเดือนในเดือนที่ลูกจ้าง
ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บทุพพลภาพ หรือตาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างหรือเจ็บป่วย
ด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงานหรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
หรือตายด้วยโรคดังกล่าวนั้น หรือ
(๒) ค่าจ้างซึ่งคำนวณโดยเฉลี่ยเป็นอัตรารายเดือนจากค่าจ้างตาม (๑) และค่าจ้าง
ซึ่งลูกจ้างได้รับย้อนหลังติดต่อกันขึ้นไปอีกห้าเดือนเต็ม หรือย้อนหลังติดต่อกันขึ้นไปถึงเดือนถัด
จากเดือนแรกที่ลูกจ้างเข้าทำงาน ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างยังไม่ถึงกำหนดเวลาดังกล่าว
เมื่อคำนวณแล้วจำนวนใดมากกว่าให้ถือจำนวนนั้นเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงิน
ค่าทดแทน ถ้าคำนวณได้เท่ากัน หรือไม่สามารถคำนวณตาม (๒) ได้ ให้ถือว่าจ้างตาม (๑) เป็น
ค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
ข้อ ๔ ภายใต้บังคับข้อ ๕ และข้อ ๖ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่
ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ
หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้างจนไม่สามารถทำงานได้ติดต่อ
กันครบเจ็ดวันแล้ว ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน เป็นรายเดือนโดย
จ่ายให้นับแต่วันถัดจากวันครบเจ็ดวันดังกล่าวไปจนตลอดเวลาซึ่งไม่สามารถทำงานได้ แต่ถ้า
ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันถึงยี่สิบเอ็ดวัน ให้นายจ้างจ่ายให้นับแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่
สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งปี
ข้อ ๕ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการ
ทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงานหรือโรค
ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ถึงบาดเจ็บ ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณ
เงินค่าทดแทน เป็นรายเดือน ดังต่อไปนี้
(๑) แขนขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สี่ปีกับหนึ่งเดือน
(๒) ขาขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สามปีกับแปดเดือน
(๓) มือขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สามปีกับหนึ่งเดือน
(๔) เท้าขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สองปีกับหกเดือน
(๕) ตาบอดข้างหนึ่ง จ่ายให้หนึ่งปีกับสิบเอ็ดเดือน
(๖) หูหนวกทั้งสองข้าง จ่ายให้หนึ่งปีกับหกเดือน
(๗) หูหนวกข้างหนึ่ง จ่ายให้เก้าเดือน
(๘) นิ้วหัวแม่มือขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้เก้าเดือน
(๙) นิ้วชี้ขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้เจ็ดเดือน
(๑๐) นิ้วกลางขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้หกเดือน
(๑๑) นิ้วหัวแม่เท้าขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้หกเดือน
(๑๒) นิ้วนางขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้ห้าเดือน
(๑๓) นิ้วก้อยขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้สองเดือน
(๑๔) นิ้วเท้าอื่นขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้สองเดือน หรือ
(๑๕) สูญเสียอวัยวะส่วนอื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง (๑๔) จ่ายให้ตลอด
เวลาที่ต้องรักษาพยาบาล แต่ไม่เกินหกเดือน
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินค่าทดแทนตามข้อนี้ แขนขาด หมายความว่า
ขาดเหนือข้อศอกขึ้นมา ขาขาด หมายความว่า ขาดเหนือหัวเข่าขึ้นมา มือขาด หมายความว่า ขาด
ระหว่างข้อศอกกับเหนือข้อมือ เท้าขาด หมายความว่า ขาดระหว่างหัวเข่ากับเหนือข้อเท้า นิ้วขาด
หมายความว่า ขาดอย่างน้อยหนึ่งข้อ
การสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของมือ แขน เท้า ขา หรือนิ้ว โดยสิ้นเชิง
ซึ่งไม่สามารถจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ให้ถือเสมือนหนึ่งอวัยวะส่วนนั้นขาด
ถ้าลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บในหลายส่วนของร่างกายตามที่ระบุไว้ใน
(๑) ถึง (๑๔) ก็ให้คำนวณกำหนดเวลาดังกล่าวรวมกัน แต่ไม่เกินห้าปี
ข้อ ๖ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการ
ทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงานหรือโรคซึ่ง
เกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ถึงทุพพลภาพ ในอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณ
เงินค่าทดแทนเป็นรายเดือน มีกำหนดเวลาห้าปี ดังต่อไปนี้
(๑) มือทั้งสองข้างหรือแขนทั้งสองข้าง หรือมือข้างหนึ่งกับแขนอีกข้างหนึ่งขาด
(๒) เท้าทั้งสองข้าง หรือ ขาทั้งสองข้าง หรือเท้าข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่งขาด
(๓) มือหรือแขนข้างหนึ่งกับเท้าหรือขาอีกข้างหนึ่งขาด
(๔) ตาบอดทั้งสองข้าง
(๕) บาดเจ็บที่กระดูกสันหลังเป็นเหตุให้มือหรือแขนทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งกับ
แขนอีกข้างหนึ่ง เท้าหรือขาทั้งสองข้าง เท้าข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่ง หรือมือ หรือแขนข้างหนึ่ง
กับเท้าหรือขาอีกข้างหนึ่ง ใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิงหรือ
(๖) บาดเจ็บที่สมอง เป็นเหตุให้จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ จนไม่สามารถทำงาน
ได้ หรือวิกลจริต
ให้นำความในข้อ ๕ วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๗ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้างที่ประสบ
อันตรายถึงตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือ
สภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้างเป็นรายเดือน มีกำหนดเวลาห้าปี
ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีผู้ตายมีสามีหรือภริยา บุตรอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และหรือบิดา
มารดา นับรวมกันได้ตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้จ่ายร้อยละหกสิบของค่าจ้าง เพื่อคำนวณเงินค่า
ทดแทนถ้านับรวมกันได้สองคน ร้อยละห้าสิบห้า ถ้ามีเพียงหนึ่งคน ร้อยละห้าสิบ
(๒) ในกรณีผู้ตายไม่มีผู้อยู่ในความอุปการะตาม (๑) ถ้ามี ปู่ ย่า ตา และหรือ
ยาย ให้จ่ายแก่ ปู่ ย่า ตา และหรือยาย นั้น ร้อยละสี่สิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
(๓) ในกรณีผู้ตายไม่มีผู้อยู่ในความอุปการะตาม (๑) และ (๒) ถ้ามี พี่ น้อง
อายุต่ำกว่าสิบแปดปี และหรือหลานอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ให้จ่ายแก่ พี่ น้อง และหรือหลาน นั้น
ร้อยละสี่สิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
ในกรณีมีผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนหลายคน ให้แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน
ถ้าคนใดคนหนึ่งตาย ให้เอาส่วนแบ่งเงินค่าทดแทนของผู้ตายเฉลี่ยให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
ข้อ ๘ ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างครั้งเดียว
กัน หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการ
ทำงานให้แก่นายจ้างครั้งเดียวกัน ซึ่งลูกจ้างได้ยื่นคำร้องเรียกเงินค่าทดแทนแล้ว ถ้าปรากฏในภาย
หลังว่าความร้ายแรงของอันตรายหรือโรคนั้นได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทด
แทนแก่ลูกจ้างเพิ่มขึ้นหรือต้องจ่ายแก่ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง ให้ลูกจ้างหรือผู้อยู่ในความ
อุปการะของลูกจ้างแล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องเรียกเงินค่าทดแทนใหม่ได้ ภายในกำหนดหกสิบวันนับ
แต่วันที่ได้ทราบว่าความร้ายแรงของอันตรายหรือโรคนั้นได้เพิ่มขึ้น
ถ้าได้มีการวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนแล้ว การคำนวณจ่ายเงินค่าทดแทนครั้งต่อ
มาให้หักระยะเวลาที่ลูกจ้างมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนครั้งก่อนออกและให้จ่ายให้เพียงเท่ากำหนด
เวลาที่เหลือ
ถ้าลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคถึงบาดเจ็บตามข้อ ๕ (๕) (๖) หรือ
(๗) หรือประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคถึงทุพพลภาพตามข้อ ๖ (๔) (๕) หรือ (๖) หาย
เป็นปกติ ก็ให้นายจ้างมีสิทธิงดจ่ายเงินค่าทดแทน
ข้อ ๙ ให้ลูกจ้างหรือผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม
ข้อ ๕ ข้อ ๖ หรือข้อ ๗ นับแต่วันที่ลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บทุพพลภาพ หรือตาย เนื่อง
จากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือ
โรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือตายด้วยโรคดังกล่าวนั้น แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๐ กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม อัตราเงินค่าทดแทนนั้น ต้องไม่เกินกว่า
เดือนละสองพันห้าร้อยบาท และไม่ต่ำกว่าเดือนละสองร้อยบาท เว้นแต่ค่าจ้างเพื่อคำนวณเงิน
ค่าทดแทนของลูกจ้างนั้นต่ำกว่าเดือนละสองร้อยบาท ก็ให้จ่ายในอัตราเท่ากับค่าจ้างเพื่อคำนวณ
เงินค่าทดแทน
ข้อ ๑๑ นอกจากเงินค่าทดแทนตามข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ หรือข้อ ๘ แล้ว ให้
นายจ้างจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ไม่เกินหนึ่งหมื่น
บาท
ข้อ ๑๒ ในกรณีลูกจ้างประสบอันตรายถึงตาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงาน
ให้แก่นายจ้าง ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทำศพเป็นจำนวนสามเท่าของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
แต่ไม่เกินห้าพันบาทให้แก่ผู้จัดการศพลูกจ้างนั้น
ข้อ ๑๓ เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายถึงตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือ
ตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่
นายจ้าง นายจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด แต่
ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันได้ทราบว่าตาย ถ้าลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ
เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน
หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จนไม่สามารถทำงานได้เกินหนึ่งวัน นายจ้างต้อง
แจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ดังกล่าวภายในสิบวันนับแต่วันแรกที่ไม่สามารถทำงานได้
ข้อ ๑๔ ในการเรียกร้องเงินค่าทดแทนให้ลูกจ้าง ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง
หรือผู้อุปการะลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทย
แต่งตั้ง ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันได้ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บทุพพลภาพ หรือตายเนื่อง
จากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือนับแต่วันได้ทราบว่าเจ็บป่วย หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตาม
ลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ให้เจ้าหน้าที่ดัง
กล่าวพิจารณาวินิจฉัยคำร้องและแจ้งให้คู่กรณีทราบโดยเร็วที่สุด คู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจ
ฉัยของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ หรือเจ้าหน้าที่
ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำวินิจฉัย ให้อธิบดีกรมประชา
สงเคราะห์หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้ง
ให้คู่กรณีทราบโดยเร็วที่สุด เมื่อไม่เห็นชอบกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์หรือ
เจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมายคู่กรณีมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาภายในสามสิบวันนับ
แต่วันรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์
ข้อ ๑๕ นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างเมาสุรา ของมึนเมา หรือยาเสพติดให้โทษ
(๒) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างที่ชอบด้วย
กฎหมาย หรือจงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือ
(๓) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างจงใจก่อให้เกิดขึ้นเอง
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
นายพลตำรวจเอก ชาติตระการโกศล
ปลัดกระทรวงมหาดไทย
รักษาการในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
[รก.๒๕๐๑/๑๑๒/๗๒๕/๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๑]
พุทธชาด / แก้ไข
๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
B+A (C )