ประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทน
ตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน
----------------------------
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ วรรคสอง แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ
ที่ ๑๙ กระทรวงมหาดไทยจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในประกาศนี้
"ค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน" หมายความว่า
(๑) ค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับตามอัตราซึ่งคำนวณได้เป็นรายเดือนในเดือนที่ลูกจ้าง
ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือตาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วย
ด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
หรือตายด้วยโรคดังกล่าวนั้น หรือ
(๒) ค่าจ้างซึ่งคำนวณโดยเฉลี่ยเป็นอัตรารายเดือน จากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับใน
เดือนที่ลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือตาย และค่าจ้างซึ่งลูกจ้างได้รับย้อนหลังติดต่อกันขึ้นไป
อีกห้าเดือนเต็ม หรือย้อนหลังติดต่อกันขึ้นไปถึงเดือนถัดจากเดือนแรกที่ลูกจ้างเข้าทำงาน ในกรณีที่
ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างยังไม่ถึงกำหนดเวลาดังกล่าว
เมื่อคำนวณแล้วจำนวนใดมากกว่าให้ถือจำนวนนั้นเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงิน
ค่าทดแทน
ข้อ ๒ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการ
ทำงานให้แก่นายจ้างจนไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันครบเจ็ดวันแล้ว ในอัตราร้อยละห้าสิบของ
ค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทนเป็นรายเดือน โดยจ่ายให้นับแต่วันถัดจากวันครบเจ็ดวันดังกล่าว
ไปจนตลอดเวลาซึ่งไม่สามารถทำงานได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันถึงยี่สิบเอ็ดวัน
ให้นายจ้างจ่ายให้นับแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งปี
ข้อ ๓ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บ
เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
เป็นรายเดือนดังต่อไปนี้
(๑) แขนขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สี่ปีกับหนึ่งเดือน
(๒) ขาขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สามปีกับแปดเดือน
(๓) มือขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สามปีกับหนึ่งเดือน
(๔) เท้าขาดข้างหนึ่ง จ่ายให้สองปีกับหกเดือน
(๕) ตาบอดข้างหนึ่ง จ่ายให้หนึ่งปีกับสิบเอ็ดเดือน
(๖) หูหนวกทั้งสองข้าง จ่ายให้หนึ่งปีกับหกเดือน
(๗) หูหนวกข้างหนึ่ง จ่ายให้เก้าเดือน
(๘) นิ้วหัวแม่มือขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้เก้าเดือน
(๙) นิ้วชี้ขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้เจ็ดเดือน
(๑๐) นิ้วกลางขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้หกเดือน
(๑๑) นิ้วหัวแม่เท้าขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้หกเดือน
(๑๒) นิ้วนางขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้ห้าเดือน
(๑๓) นิ้วก้อยขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้สองเดือน
(๑๔) นิ้วเท้าอื่นขาดนิ้วหนึ่ง จ่ายให้สองเดือน หรือ
(๑๕) สูญเสียอวัยวะส่วนอื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง (๑๔) จ่ายให้ตลอด
เวลาที่ต้องรักษาพยาบาล แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินค่าทดแทนตามข้อนี้ แขนขาด หมายความว่า
ขาดเหนือข้อศอกขึ้นมา ขาขาด หมายความว่า ขาดเหนือหัวเข่าขึ้นมา มือขาด หมายความว่า ขาด
ระหว่างข้อศอกกับเหนือข้อมือ เท้าขาด หมายความว่า ขาดระหว่างหัวเข่ากับเหนือข้อเท้า นิ้วขาด
หมายความว่า ขาดอย่างน้อยหนึ่งข้อ
การสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของมือ แขน เท้า ขาหรือนิ้ว โดยสิ้นเชิง
ซึ่งไม่สามารถจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ ให้ถือเสมือนหนึ่งอวัยวะส่วนนั้นขาด
ถ้าลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บในหลายส่วนของร่างกายตามที่ระบุไว้ใน
(๑) ถึง (๑๔) ก็ให้คำนวณกำหนดเวลาดังกล่าวรวมกัน แต่ต้องไม่เกินห้าปี
ข้อ ๔ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายถึงทุพพลภาพ
เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ในอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน เป็น
รายเดือน มีกำหนดเวลาห้าปี ดังต่อไปนี้
(๑) มือทั้งสองข้างหรือแขนทั้งสองข้าง หรือมือข้างหนึ่งกับแขนอีกข้างหนึ่งขาด
(๒) เท้าทั้งสองข้าง หรือ ขาทั้งสองข้าง หรือเท้าข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่งขาด
(๓) มือหรือแขนข้างหนึ่งกับเท้าหรือขาอีกข้างหนึ่งขาด
(๔) ตาบอดทั้งสองข้าง
(๕) บาดเจ็บที่กระดูกสันหลังเป็นเหตุให้มือหรือแขนทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งกับ
แขนอีกข้างหนึ่ง เท้าหรือขาทั้งสองข้าง เท้าข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่ง หรือมือหรือแขนข้างหนึ่งกับ
เท้าหรือขาอีกข้างหนึ่ง ใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สามารถจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือ
(๖) บาดเจ็บที่สมอง เป็นเหตุให้จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ จนไม่สามารถ
ทำงานได้ หรือวิกลจริต
ให้นำความในวรรคสอง ข้อ ๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของมือ แขน เท้า หรือขา โดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่
สามารถจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ให้ถือเสมือนหนึ่งอวัยวะส่วนนั้นขาด
ข้อ ๕ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตาม
ลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จนไม่สามารถทำงาน
ได้ติดต่อกันครบเจ็ดวันแล้ว ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน เป็นราย
เดือน โดยจ่ายให้นับแต่วันถัดจากวันครบเจ็ดวันดังกล่าว ไปจนตลอดเวลาซึ่งไม่สามารถทำงานได้
แต่ถ้าลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันถึงยี่สิบเอ็ดวัน ให้นายจ้างจ่ายให้นับแต่วันแรกที่ลูกจ้าง
ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งปี
ถ้าการเจ็บป่วยเป็นเหตุให้ลูกจ้างทุพพลภาพ ให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่
ลูกจ้างในอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน เป็นรายเดือน มีกำหนดเวลา
ห้าปี
ข้อ ๖ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้างที่
ประสบอันตรายถึงตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ
หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้างเป็นรายเดือน มีกำหนดเวลา
ห้าปี ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีผู้ตายมีสามีหรือภริยา บุตรอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และหรือบิดา
มารดา นับรวมกันได้ตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้จ่ายร้อยละหกสิบของค่าจ้าง เพื่อคำนวณเงินค่า
ทดแทน ถ้านับรวมกันได้สองคน ร้อยละห้าสิบห้า ถ้ามีเพียงหนึ่งคน ร้อยละห้าสิบ
(๒) ในกรณีผู้ตายไม่มีผู้อยู่ในความอุปการะตาม (๑) ถ้ามี ปู่ ย่า ตา และหรือ
ยาย ให้จ่ายแก่ ปู่ ย่า ตา และหรือยาย นั้น ร้อยละสี่สิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
(๓) ในกรณีผู้ตายไม่มีผู้อยู่ในความอุปการะตาม (๑) และ (๒) ถ้ามีพี่น้อง
อายุต่ำกว่าสิบแปดปี และหรือหลานอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ให้จ่ายแก่ พี่ น้อง และหรือหลานนั้น
ร้อยละสี่สิบของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
ในกรณีมีผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนหลายคน ให้แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน
ถ้าคนใดคนหนึ่งตาย ให้เอาส่วนแบ่งเงินค่าทดแทนของผู้ตายเฉลี่ยให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
ข้อ ๗ ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างครั้ง
เดียวกัน หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการ
ทำงานให้แก่นายจ้างครั้งเดียวกัน ซึ่งลูกจ้างได้ยื่นคำร้องเรียกเงินค่าทดแทนแล้ว ถ้าปรากฏในภาย
หลังว่าความร้ายแรงของอันตรายหรือโรคนั้นได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทด
แทนแก่ลูกจ้างเพิ่มขึ้นหรือต้องจ่ายแก่ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง ให้ลูกจ้างหรือผู้อยู่ในความ
อุปการะของลูกจ้างแล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องเรียกเงินค่าทดแทนใหม่ได้ภายในกำหนดหกสิบวันนับ
แต่วันที่ได้ทราบว่าความร้ายแรงของอันตรายนั้นได้เพิ่มขึ้น
ถ้าได้มีการวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนแล้ว การคำนวณจ่ายเงินค่าทดแทนครั้ง
ต่อมาให้หักระยะเวลาที่ลูกจ้างมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนครั้งก่อนออกและให้จ่ายให้เพียงเท่ากำหนด
เวลาที่เหลือ
ถ้าลูกจ้างที่ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บตามข้อ ๓ (๕) (๖) หรือ (๗) หรือ ประสบ
อันตรายถึงทุพพลภาพตามข้อ ๔ (๔) (๕) หรือ (๖) หายเป็นปกติ ก็ให้นายจ้างมีสิทธิงดจ่ายเงินค่า
ทดแทน
ข้อ ๘ ให้ลูกจ้างหรือผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน
ตามข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ วรรคสอง หรือข้อ ๖ นับแต่วันที่ลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บ
ทุพพลภาพ หรือตาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตาม
ลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือตายด้วยโรค
ดังกล่าวนั้น แล้วแต่กรณี
ข้อ ๙ กรณีจะเป็นประการใดก็ตามเงินค่าทดแทนนั้น ต้องไม่เกินกว่าเดือนละ
สองพันห้าร้อยบาท และไม่ต่ำกว่าเดือนละสองร้อยบาท เว้นแต่ค่าจ้างของลูกจ้างนั้นต่ำกว่าเดือน
ละสองร้อยบาท ก็ให้จ่ายเท่ากับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทดแทน
ข้อ ๑๐ ภายใต้บังคับข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๖ ให้นายจ้างจ่ายเงินค่า
รักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ข้อ ๑๑ ในกรณีลูกจ้างประสบอันตรายถึงตาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นาย
จ้าง หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงาน
ให้แก่นายจ้าง ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทำศพเป็นจำนวนสามเท่าของค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินค่าทด
แทน แต่ไม่เกินห้าพันบาทให้แก่ผู้จัดการศพลูกจ้างนั้น
ข้อ ๑๒ เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายถึงตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
หรือตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่
นายจ้าง นายจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด แต่
ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันได้ทราบว่าตาย ถ้าลูกจ้างประสบอันตรายถึงบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ
เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน
หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จนไม่สามารถทำงานได้เกินหนึ่งวัน นายจ้างต้อง
แจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ดังกล่าวภายในสิบวันนับแต่วันแรกที่ไม่สามารถทำงานได้
ข้อ ๑๓ ในการเรียกร้องเงินค่าทดแทนให้ลูกจ้าง ผู้อยู่ในความอุปการะของ
ลูกจ้าง หรือผู้อุปการะลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวง
มหาดไทยแต่งตั้งภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันได้ประสบอันตรายถึงบาดเจ็บ ทุพพลภาพ
หรือตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือนับแต่วันได้ทราบว่าเจ็บป่วย หรือตายด้วยโรค
ซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะ หรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ให้
เจ้าหน้าที่ดังกล่าวพิจารณาวินิจฉัยคำร้องและแจ้งให้คู่กรณีทราบโดยเร็วที่สุด คู่กรณีมีสิทธิ
อุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดีกรมประชาสงเคราะห์
หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมายภายในสิบห้าวัน นับแต่วันรับคำวินิจฉัย ให้อธิบดี
กรมประชาสงเคราะห์หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
และแจ้งให้คู่กรณีทราบโดยเร็วที่สุด เมื่อไม่เห็นชอบกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์
หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย คู่กรณีมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาภายในสามสิบวัน
นับแต่วันรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์
ข้อ ๑๔ นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างเมาสุรา ของมึนเมา หรือยาเสพติดให้โทษ
(๒) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างที่ชอบด้วย
กฎหมาย หรือจงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือ
(๓) อันตรายเกิดขึ้นเพราะเหตุลูกจ้างจงใจก่อให้เกิดขึ้นเอง
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๐๑
นายพลตำรวจเอก ชาติตระการโกศล
ปลัดกระทรวงมหาดไทย
รักษาการในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
[รก.๒๕๐๑/๙๖/๗พ/๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๑]
จารุวรรณ/แก้ไข
๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
B+A (C)