หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2548

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:

กำลังแสดง: ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2548 (กลับไปยังฉบับหลัก)

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๔๘

                       

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๔๘

 

ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๓  ในระเบียบนี้

คณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ประธานกรรมการหมายความว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กรรมการหมายความว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คณะอนุกรรมการหมายความว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

เลขาธิการหมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คำขอหมายความว่า คำขอการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

 

ข้อ ๔  ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

 

ข้อ ๕  องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประสงค์จะให้คณะกรรมการรับรองการเป็นองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑)  มีวัตถุประสงค์ และการดำเนินกิจการเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

(๒)  มีการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปี และมีผลการดำเนินงานเป็นที่ประจักษ์

(๓)  ไม่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมือง หรือมุ่งค้าหากำไรจากการดำเนินกิจการ

(๔)  ไม่มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์เฉพาะสมาชิกของกลุ่มตนเอง

(๕)  เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย

 

ข้อ ๖  องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการแล้ว มีสิทธิและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)  การรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณารวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๒)  การได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารและวิชาการ

(๓)  การได้รับการสนับสนุนในการเสริมสร้างศักยภาพองค์การ

(๔)  การได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

(๕)  การดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

ข้อ ๗  ให้มีคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ จำนวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเข้าใจ หรือประสบการณ์ด้านกฎหมาย ด้านสิทธิมนุษยชน และด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ด้านละไม่น้อยกว่าหนึ่งคน จำนวนสามถึงห้าคน เป็นอนุกรรมการ โดยมีเลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมาย เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

การแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง และระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

ข้อ ๘  องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความประสงค์จะขอการรับรองเป็นองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ให้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้

(๑)  สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอำนาจหรือผู้กระทำการแทนองค์การ

(๒)  หนังสือรับรองหรือหนังสือสำคัญแสดงการเป็นนิติบุคคล

(๓)  สำเนาข้อบังคับหรือระเบียบขององค์การที่ระบุวัตถุประสงค์ และโครงสร้างขององค์การ

(๔)  หลักฐานการจดทะเบียนกรรมการขององค์การ

(๕)  รายงานผลการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปี

คำขอให้ยื่นต่อเลขาธิการ

 

ข้อ ๙  เมื่อคณะอนุกรรมการได้รับคำขอแล้ว ให้พิจารณาคำขอพร้อมเสนอความเห็นต่อประธานกรรมการภายในหกสิบวัน

ในการพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะอนุกรรมการเห็นว่ามีความจำเป็น อาจขอให้ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารหลักฐาน หรือผลการดำเนินกิจการขององค์การก็ได้

 

ข้อ ๑๐  เมื่อประธานกรรมการพิจารณาให้การรับรอง ให้เลขาธิการแจ้งองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้นทราบ พร้อมปิดประกาศรับรองไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่ให้การรับรอง ให้เลขาธิการแจ้งเรื่องพร้อมด้วยเหตุผลให้องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้นทราบโดยเร็ว

 

ข้อ ๑๑  หนังสือรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ให้มีอายุคราวละสามปี

 

ข้อ ๑๒  องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรอง อาจถูกเพิกถอนการรับรองได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑)  ความเป็นนิติบุคคลขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้นสิ้นสุดลง

(๒)  ไม่ดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งปี

(๓)  กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวัตถุประสงค์ขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้น

(๔)  กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

 

ข้อ ๑๓  เมื่อปรากฏเหตุตามข้อ ๑๒ ให้คณะอนุกรรมการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนการรับรององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้น

ให้เลขาธิการแจ้งผลการเพิกถอนการรับรองต่อองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนนั้น และปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

เสน่ห์ จามริก

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นันทนา/ผู้จัดทำ

๒๔  มกราคม  ๒๕๔๙

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๘ ง/หน้า ๑๓/๒๐ มกราคม ๒๕๔๙