กฎกระทรวง
แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. ๒๕๔๕[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ และมาตรา ๓๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมาย การใช้กฎหมายและการพัฒนากฎหมายให้ถูกต้อง สร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการพัฒนาประเทศและประโยชน์สุขของประชาชน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาและจัดทำร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นให้มีการแก้ไข ปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในการจัดทำร่างกฎหมาย
(๒) ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐ
(๓) งานประสานการนิติบัญญัติ โดยการตรวจสอบดูแลงานกฎหมายของประเทศและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการเสนอกฎหมาย รวมทั้งการช่วยเหลืองานด้านกฎหมายในชั้นรัฐสภา
(๔) จัดทำคำแปลกฎหมาย ให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการกู้เงินและให้คำปรึกษาหรือปฏิบัติงานอื่นอันเกี่ยวกับกฎหมายให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือตามที่รัฐบาลต่างประเทศหรือสถาบันระหว่างประเทศร้องขอ
(๕) วิจัยและพัฒนากฎหมาย โดยตรวจสอบสภาพปัญหาของประเทศและของสังคม แล้วทำการศึกษาวิจัยเพื่อเสนอร่างกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิม
(๖) การพัฒนาหลักกฎหมายปกครองเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการ
และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งรับผิดชอบกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
(๗) ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง โดยการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วให้บริการค้นคว้าแก่รัฐบาล รัฐสภา หน่วยงานของรัฐและประชาชน
(๘) ดำเนินการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ เพื่อให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน
(๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ข้อ ๒ ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังต่อไปนี้
(๑) สำนักอำนวยการ
(๒) ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง
(๓) สถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน
(๔) สำนักกฎหมายต่างประเทศ
(๕) สำนักกฎหมายปกครอง
(๖) สำนักหลักนิติบัญญัติ
ข้อ ๓ ในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้มีกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านวิชาการเพื่อปฏิบัติหน้าที่หลักในการจัดทำร่างกฎหมาย การให้ความเห็นทางกฎหมาย และการพัฒนากฎหมาย โดยรับผิดชอบงานขึ้นตรงต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังต่อไปนี้
(๑) ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน ๑
(๒) ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน ๒
(๓) ฝ่ายกฎหมายการคลัง
(๔) ฝ่ายกฎหมายคมนาคม
(๕) ฝ่ายกฎหมายการค้าและอุตสาหกรรม
(๖) ฝ่ายกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ
(๗) ฝ่ายกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญา
(๘) ฝ่ายกฎหมายการศึกษา
(๙) ฝ่ายกฎหมายสวัสดิการสังคม
(๑๐) ฝ่ายกฎหมายสาธารณสุข
(๑๑) ฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง
(๑๒) ฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
(๑๓) ฝ่ายพัฒนากฎหมาย
ฝ่ายกฎหมายตามวรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๑๒) รับผิดชอบปฏิบัติงานกฎหมายตามสาขากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้แต่ละฝ่ายกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) จัดทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรี
(ข) ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรี
(ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกฤษฎีกา
(ง) ติดตาม รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ในทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ
(จ) ดำเนินการเกี่ยวกับงานธุรการในความรับผิดชอบของฝ่าย
(ฉ) ให้คำปรึกษาและปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ
การกำหนดลักษณะกฎหมายที่จะอยู่ในความรับผิดชอบ ให้เป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประกาศกำหนด
ฝ่ายพัฒนากฎหมายตามวรรคหนึ่ง (๑๓) มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ดำเนินการศึกษา ตรวจสอบ และวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพกฎหมาย ที่สมควรกำหนดเป็นแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย เพื่อเสนอแนะการศึกษาวิจัย เพื่อปรับปรุงกฎหมายอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในทุกสาขา
(ข) จัดทำแผนกฎหมายระดับชาติ เพื่อกำหนดการจัดให้มีกฎหมายที่สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายของรัฐ
(ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนากฎหมายและคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นฝ่ายเลขานุการ รวมตลอดถึงคณะอนุกรรมการและคณะทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว
(ง) ดำเนินการเกี่ยวกับงานปรับปรุงประมวลกฎหมาย
(จ) ดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผลการวิจัยตามแผนงาน หรือโครงการในความรับผิดชอบของฝ่ายพัฒนากฎหมาย
(ฉ) ดำเนินการศึกษาวิจัยทางกฎหมายตามที่ได้รับมอบหมาย
(ช) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
ในกรณีที่ฝ่ายพัฒนากฎหมายรับผิดชอบปฏิบัติงานของคณะกรรมการหลายคณะจะแยกงานภายในเป็นศูนย์หรือสถาบันไว้เป็นการเฉพาะสำหรับงานดังกล่าวก็ได้
ข้อ ๔ ส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) สำนักอำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การดูแลติดตามการดำเนินงานตามแผนงาน ตามแผนและคำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และการสนับสนุนข้อมูลรวมทั้งการปฏิบัติงานอื่นทางกฎหมายตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามอบหมาย
(ข) ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณ งานช่วยอำนวยการ งานการเงินและพัสดุ การจัดระบบงานและบริหารงานบุคคล งานประมวลผลข้อมูล และงานบริหารทั่วไป
(ค) ดำเนินการอื่นใดที่มิได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการใดของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
(ง) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
(๒) ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) รวบรวมข้อมูลกฎหมาย คำแปลกฎหมาย คำวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ ตามกฎหมาย ตำรา บทความ เอกสารอื่นเพื่อการค้นคว้าอ้างอิง เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่สภาพการใช้ประโยชน์ในด้านกฎหมายและมีความถูกต้องเชื่อถือได้
(ข) ดำเนินการด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อให้บริการข้อมูลทางกฎหมายแก่การปฏิบัติงานของรัฐบาล รัฐสภา ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลกฎหมายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งให้บริการแก่ภาคเอกชน เพื่อให้มีข้อมูลที่ตรงกัน
(ค) ประสานงานและให้ความร่วมมือในการเชื่อมต่อโครงข่ายคอมพิวเตอร์กับหน่วยงานอื่น เพื่อให้การใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงทุกข้อมูลได้อย่างครบถ้วน
(ง) ดำเนินการด้านห้องสมุดทางกฎหมาย โดยรวบรวม จัดหาเอกสารทางวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางกฎหมายของประเทศที่สมบูรณ์สามารถสนองตอบต่องานของรัฐบาล รัฐสภา ศาล ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระ สถาบันการศึกษา และประชาชน
(จ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
(๓) สถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำหลักสูตรการศึกษากฎหมายมหาชน และหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบุคลากรภาครัฐในแต่ละระดับและแต่ละสาขา
(ข) ดำเนินการจัดและสนับสนุนการจัดการฝึกอบรมและการพัฒนาข้าราชการให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนและการปฏิบัติงานด้านกฎหมายในการปฏิบัติราชการทางปกครอง
(ค) ดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานกับสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อพัฒนาผู้สอนกฎหมายมหาชนให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาเอกสารทางวิชาการและตำราประกอบการเรียนการสอนกฎหมายมหาชน
(ง) ดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบและประเมินผลเพื่อวัดความรู้
นักกฎหมายกฤษฎีกาและนักกฎหมายมหาชนภาครัฐ
(จ) ประสานงานกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรด้านกฎหมาย
(ฉ) ให้การสนับสนุนวิทยากรเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย
(ช) ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการหรือข่าวสารเกี่ยวกับความรู้ด้านกฎหมาย
(ซ) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในด้านต่างๆ
(ฌ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
(๔) สำนักกฎหมายต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์กฎหมายต่างประเทศและเอกสารทางกฎหมายของต่างประเทศ รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศกับกฎหมายไทยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
(ข) จัดทำคำแปลกฎหมายและเอกสารทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเพื่อใช้อ้างอิงความถูกต้องของกฎหมายไทย
(ค) ให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นภาษาต่างประเทศตามที่คณะรัฐมนตรีหน่วยงานของรัฐ สถานทูตของรัฐบาลต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศร้องขอ
(ง) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการกู้เงินต่างประเทศและการออกพันธบัตร
(จ) ประสานงานด้านกฎหมายกับต่างประเทศในการติดต่อเกี่ยวกับการประชุมกับต่างประเทศ การประสานด้านเอกสารกับต่างประเทศ การติดต่อประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศและงานที่เกี่ยวกับวิเทศสัมพันธ์
(ฉ) ให้การสนับสนุนด้านภาษาต่างประเทศในการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามอบหมาย
(ช) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
(๕) สำนักกฎหมายปกครอง มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ให้ความเห็นและคำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
(ข) ศึกษาและวิเคราะห์ทฤษฎีกฎหมายมหาชนของต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบกับวิธีการปฏิบัติราชการของไทย เพื่อสร้างหลักกฎหมายมหาชน และปรับปรุง หรือพัฒนากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
(ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
(ง) เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนจัดทำเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และหลักกฎหมายปกครองที่เกี่ยวข้องให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน
(จ) ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และดำเนินการแก้ไขเพื่อให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(ฉ) ศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำวิธีการหรือแนวทางทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักประชาธิปไตยแต่ละเรื่องเพื่อดำเนินการแปลงแนวความคิดนั้นให้เกิดผลในทางปฏิบัติเป็นเรื่องใหม่ๆ ในการปฏิบัติราชการที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย
(ช) เสนอแนะการจัดให้มีหรือการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งเพื่อให้การปฏิบัติราชการสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยโดยมีความโปร่งใส และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
(ซ) ส่งเสริมมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการและรับผิดชอบดำเนินการตามแผนงานของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการ
(ฌ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
(๖) สำนักหลักนิติบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(ก) ตรวจสอบกฎหมายเพื่อทำการวิเคราะห์กำหนดรูปแบบของกฎหมายให้เป็นมาตรฐานกลางเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายของประเทศ
(ข) ศึกษา ค้นคว้า และให้ความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบของกฎหมาย และการให้ถ้อยคำในกฎหมาย เพื่อให้ระบบกฎหมายไทยมีความสอดคล้องกันและเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ
(ค) วางแผนและประสานการด้านนิติบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา รวมทั้งตรวจสอบสภาพปัญหาในการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล
(ง) ให้ความเห็นต่อรัฐบาลเกี่ยวกับหลักการของร่างกฎหมายที่เสนอ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(จ) ติดตามและจัดทำข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาทั้งร่างกฎหมายของรัฐบาล ร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน
(ฉ) สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านกฎหมายเพื่อให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา
(ช) จัดทำร่างกฎหมายที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายกฎหมายอื่น
(ซ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๘ ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักนายกรัฐมนตรี กรม หรือส่วนราชการที่เรียกอย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้ระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการไว้ในกฎกระทรวงด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว สมควรแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรีและระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพของงาน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ยงยุทธ ภู่ประดับกฤต/ตรวจ
ธรรมนิตย์ สุมันตกุล/ทาน
๑๓ มกราคม ๒๕๔๙