ข้อบังคับ
ออกตามความในกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
-----------
เนื่องด้วยได้มีประกาศให้ใช้กฎอัยการศึกในทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักรไว้แล้ว
ซึ่งตามความในมาตรา ๖ แห่งกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนทุกตำแหน่งไม่ว่าในกระทบวงทะบวงกรมใด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน
มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนราชการทหารทุกสิ่งทุกอย่างตามความต้องการของเจ้าหน้าที่
ฝ่ายทหารในการที่จะระงับปราบปรามหรือรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น
เพื่อให้การปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคเป็นไปโดยรวดเร็วและให้ได้ผลตาม
ความต้องการของการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของราชอาณาจักร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗ แห่งกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการส่วนภูมิภาคไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดแต่ละจังหวัด และนายอำเภอแต่ละอำเภอ
ในจังหวัดและอำเภอของตน เป็นหัวหน้าของราชการฝ่ายพลเรือนทุกกระทรวง ทะบวง กรม
รวมทั้งข้าราชการฝ่ายตุลาการอันสังกัดอยู่ในกระทรวงยุตติธรรมซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ประจำอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอแล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้ ข้าหลวงประจำจังหวัดและนายอำเภอต้องอยู่
ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ผู้มีอำนาจตามกฎอัยการศึก ที่จะบังคับบัญชา
ท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น ๆ
ข้อ ๒ ให้ข้าหลวงประจำจังหวัด และนายอำเภอ ภายในเขตต์ท้องที่ของตน
มีอำนาจสั่งการใด ๆ แก่ข้าราชการผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ หรือ
ตุลาการ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ราชการประจำอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอนั้น ๆ ให้ปฏิบัติการใด ๆ
เพื่อประโยชน์ของราชการได้ทั้งสิ้น และให้ข้าราชการผู้ได้รับคำสั่งนั้นปฏิบัติตามทันทีห้ามมิให้
ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
ในกรณีที่คำสั่งไม่ต้องด้วยนโยบายของกระทรวงทะบวงกรมที่ผู้รับคำสั่งสังกัดอยู่
ผู้รับคำสั่งก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
ในคำสั่งนั้น ๆ โดยฉะเพาะก่อนเสมอ แต่ให้เสนอความเห็นแสดงว่าคำสั่งไม่ต้องด้วยนโยบายนั้น
อย่างไร ไปยังข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอโดยด่วน และให้แจ้งไปยังกระทรวงทะบวง
กรมเจ้าสังกัดทราบเพื่อการพิจารณาต่อไปด้วย
ข้อ ๓ การปฏิบัติราชการในกรณีที่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอมิได้
มีคำสั่งไว้ ให้คงปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผน คำสั่ง และนโยบายของกระทรวงทะบวง
กรมซึ่งหน่วยราชการส่วนภูมิภาคนั้นสังกัดอยู่อย่างปกติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด