หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งรับตกลงกัน ณ เมืองซานฟานซิสโก เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1945 (Update ล่าสุด)

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ประกาศ:
กฎบัตร:

กำลังแสดง: กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งรับตกลงกัน ณ เมืองซานฟานซิสโก เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1945 (Update ล่าสุด) (กลับไปยังฉบับหลัก)

                     กฎบัตรสหประชาชาติ

                ซึ่งรับตกลงกัน ณ เมืองซานฟานซิสโก

                   เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1945

             เรา-ประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ตั้งใจมั่น

          ที่จะช่วยมนุษยชนในรุ่นต่อ ๆ ไป ให้พ้นจากมหันตภัยแห่งสงคราม ซึ่งได้

  นำทุกขวิปโยคอย่างล้นคณนามาสู่มนุษยชาติถึงสองครั้งแล้ว ในชั่วอายุของเรา และ

          ที่จะยืนยันให้แน่นแฟ้น ถึงความศรัทธาต่อสิทธิอันเป็นแก่นเค้าทั้งหลาย

  ของมนุษย์ต่อเกียรติคุณและคุณค่าแห่งตัวคน ต่อนานาสิทธิเสมอภาค ระหว่างบุรุษ

  และสตรี และระหว่างชาติต่าง ๆ ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก และ

          ที่จะจัดให้มีสภาพการณ์ต่าง ๆ อันจักให้ความยุติธรรม และจักให้ความ

  เคารพต่อนานาพันธธรรมที่เกิดจากสัญญาต่าง ๆ และจากมูลเหตุอื่น ๆ ในกฎหมาย

  ระหว่างประเทศ ได้สามารถธำรงอยู่ และ

          ที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าแห่งสังคม และทำให้ดีขึ้นซึ่งมาตรฐานแห่ง

  ชีวิต ในอิสรภาพที่อุดมกว้างขวาง

          และเพื่อจุดมุ่งหมายเหล่านี้ จึงจะมีความอดกลั้นผ่อนปรน และดำรง

  ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยมีสันติภาพต่อกัน อย่างฉันทปิยมิตรที่ใกล้ชิดกัน และ

          จะรวมกำลังของเรา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง

  ประเทศ และ

          จะรับประกันว่า โดยอาศัยการปฏิบัติตามหลักต่าง ๆ และวิถีการต่าง ๆ

  ที่จัดตั้งขึ้นจะมิให้มีการใช้กำลังแสนยาวุธ เว้นแต่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

  และ

          ที่จะใช้เครื่องปัจจัยระหว่างประเทศ เพื่อทำการส่งเสริมความเจริญ

  ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมของชาวประชาชนทั่วทั้งหมด

 

             เราได้ตกลงร่วมสมานวิริยภาพแห่งเราทั้งหลาย

                 เพื่อบรรลุถึงจุดปรารถนาดั่งกล่าวนั้น

          กรณีดั่งนี้ รัฐบาลโดยจำเพาะของเรา ซึ่งส่งผู้แทนมาร่วมประชุมกัน ณ

  นครซานฟรานซิสโก และได้สำแดงสาส์นมอบอำนาจเต็มเป็นการเรียบร้อยดีตามแบบ

  อันควรแล้ว จึงทำความตกลงยินยอมกันรับกฎบัตรแห่งสหประชาชาติฉบับนี้ และด้วย

  ประการฉะนี้ ได้จัดให้มีขึ้นซึ่งองค์การระหว่างประเทศนี้ ใช้ชื่อว่า สหประชาชาติ

 

                          หมวด 1

                    ว่าด้วยวัตถุประสงค์และหลัก

                          ------

 

                          มาตรา 1

          วัตถุประสงค์แห่งสหประชาชาติ มีดั่งนี้:

          1. เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และเพื่อ

  การนั้นจะใช้วิธีการร่วมกัน เพื่อป้องกันและปลดเปลื้องมิให้เกิดการคุกคามสันติภาพ

  และเพื่อปราบปรามการประทำที่รุกรานหรือเป็นการล่วงละเมิดอย่างอื่นต่อสันติภาพ

  และจะใช้สันติวิธีอันชอบด้วยหลักยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้มีการ

  พิจารณาปรับปรุงและจัดระงับกรณีพิพาทหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ที่อาจ

  ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดสันติภาพ

          2. เพื่อก่อขยายสัมพันธไมตรีในระหว่างชาติต่าง ๆ โดยถือบรรทัดฐาน

  อยู่ที่การเคารพหลักแห่งสิทธิเสมอภาค และหลักกำหนดการปกครองตนเอง

  ที่ชนชาวต่าง ๆ มีอยู่ และจะใช้วิธีการอื่นตามสมควรเพื่อให้สันติภาพสากลมีความ

  แน่นแฟ้นมั่นคง

          3. เพื่อก่อให้เกิดซึ่งการร่วมมือระหว่างนานาชาติ โดยการวินิจฉัยแก้

  ปัญหาระหว่างประเทศเกี่ยวด้วยการเศรษฐกิจ การสังคม การวัฒนธรรม หรือ

  การมนุษยธรรมและโดยการส่งเสริมและจรุงความเคารพต่อสิทธิต่าง ๆ ของมนุษย์

  และต่ออิสรภาพ อันเป็นแก่นเค้าสำหรับคนทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง

  ในเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา และ

          4. เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการกระทำของนานาชาติ ให้บรรลุ

  จุดความมุ่งหมายอันร่วมกันดั่งกล่าวนี้

 

                          มาตรา 2

          เพื่อปฏิบัติการตามวัตถุประสงค์ดั่งกล่าวไว้ในมาตรา 1 องค์การ

  สหประชาชาติและสมาชิกแห่งองค์การนี้ จะต้องกระทำการโดยชอบด้วยหลักดังต่อไปนี้

          1. องค์การนี้ ถือบรรทัดฐานอยู่ที่ความเสมอภาคในอธิปไตยของสมาชิก

  ทั้งหมดขององค์การ

          2. สมาชิกทั้งหลายพึงปฏิบัติตามพันธธรรมต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่ตามกฎบัตรนี้

  ด้วยความสัตย์สุจริต เพื่อเป็นประกันแก่สิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่ตนได้รับจากการมี

  สมาชิกภาพ

          3. สมาชิกทั้งหลายพึงจัดระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตน โดย

  สันติวิธีและในลักษณะที่ไม่เสี่ยงภัยแก่สันติภาพ และความมั่นคง และความยุติธรรม

  ระหว่างประเทศ

          4. ในการสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนนั้น ให้สมาชิกทั้งหลายงดเว้นจาก

  การคุกคามหรือใช้กำลังต่อบุรภาพแห่งอาณาจักร หรือต่อความเป็นเอกราชทางการ

  เมืองของรัฐใด ๆ หรือด้วยอาการใดที่ไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ

          5. สมาชิกทั้งหลายต้องให้ความอำนวยช่วยเหลือทุกประการแก่

  สหประชาชาติ ในการที่องค์การนี้กระการทำใด ๆ โดยชอบด้วยกฎบัตรนี้ และต้องงด

  เว้นไม่ให้ความอำนวยช่วยเหลือแก่รัฐใด ๆ ที่สหประชาชาติกำลังทำการป้องกันหรือ

  บังคับอยู่

          6. องค์การนี้พึงต้องรับประกันจะให้รัฐต่าง ๆ ที่มิใช่สมาชิกแห่ง

  สหประชาชาติได้ปฏิบัติตามหลักเหล่านี้ เท่าที่จำเป็นแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ

  และความมั่นคงระหว่างประเทศ

          7. ห้ามมิให้ถือว่าข้อความในกฎบัตรนี้ ได้ให้อำนาจแก่สหประชาติ

  ที่จะเข้าแทรกแซงในกรณีต่าง ๆ ที่มีสาระเป็นกรณีในอำนาจภายในของรัฐใด

  รัฐหนึ่ง และมิให้ถือว่าได้บังคับให้สมาชิกต้องนำกรณีเช่นนั้นมาเสนอเพื่อจัดการ

  ตามกฎบัตรนี้ แต่หลักข้อนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงผลแห่งการใช้วิธีบังคับตามที่มี

  อยู่ในหมวดที่ 7

 

                           หมวด 2

                       ว่าด้วยสมาชิกภาพ

                           ------

 

                           มาตรา 3

          สมาชิกผู้เริ่มการแห่งสหประชาชาติย่อมได้แก่รัฐทั้งหลาย ซึ่งได้มี

  ส่วนร่วมในการประชุมสหประชาชาติ เนื่องในเรื่ององค์การนานาชาติ ณ

  ซานฟรานซิสโก หรือเป็นรัฐที่ได้ลงนามไว้ก่อนในคำแถลงการณ์สหประชาชาติ

  เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 แล้วมาลงนามในกฎบัตรฉบับนี้ และให้สัตยาบัน

  แก่กฎบัตรนี้ตามความในมาตรา 110

 

                          มาตรา 4

          1. สมาชิกภาพแห่งสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เปิดแก่รัฐอื่นทั้งหลายที่รัก

  สันติภาพซึ่งรับเอาพันธธรรมอันมีอยู่ในกฎบัตรฉบับนี้ และซึ่งองค์การสหประชาชาติ

  พิจารณาเห็นว่ามีความสามารถ และเจตน์จำนงค์ที่จะปฏิบัติการตามพันธธรรม

  เหล่านี้

          2. การรับรัฐใด ๆ เช่นนี้เข้าเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ จะกระทำ

  โดยถือตามมติของสมัชชาทั่วไปในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงเสนอคำแนะนำ

 

                          มาตรา 5

          สมาชิกใดแห่งสหประชาชาติ ซึ่งตกอยู่ในระหว่างถูกป้องกันหรือบังคับ

  โดยคณะมนตรีความมั่นคง อาจถูกให้งดใช้สิทธิหรือเอกสิทธิต่าง ๆ แห่งสมาชิกภาพ

  โดยสมัชชาทั่วไปเป็นผู้สั่งห้ามตามคำเสนอแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคง การ

  กลับคืนเข้าใช้สิทธิและเอกสิทธิเหล่านี้อาจมีได้โดยคณะมนตรีความมั่นคงเป็น

  ผู้คืนให้ใหม่

 

                          มาตรา 6

          สมาชิกแห่งสหประชาชาติ ซึ่งขืนละเมิดหลักต่าง ๆ ในกฎบัตรฉบับนี้

  อย่างดื้อดึง อาจถูกขับออกจากองค์การได้ โดยสมัชชาทั่วไปเป็นผู้สั่ง ในเมื่อ

  คณะมนตรีความมั่นคงเสนอคำแนะนำ

 

                          หมวด 3

                      ว่าด้วยองค์การต่าง ๆ

                          -------

 

                          มาตรา 7

          1. องค์การใหญ่ของสหประชาชาติได้จัดให้มีขึ้นแล้วคือ สมัชชาทั่วไป

  คณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม คณะมนตรีการอภิบาลศาล

  ยุติธรรมนานาชาติ และสำนักเลขาธิการ

          2. องค์การสาขาต่าง ๆ อาจได้จัดให้มีขึ้นโดยชอบตามกฎบัตรฉบับนี้

  ในเมื่อเห็นว่าเป็นการจำเป็น

 

                          มาตรา 8

          สหประชาชาติจะไม่วางข้อจำกัดในการบรรจุตั้งบุรุษและสตรีที่จะเข้า

  ทำงานในองค์การใหญ่หรือองค์การสาขาต่าง ๆ ในตำแหน่งฐานะใด ๆ และให้

  อยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งความเสมอภาค

 

                          หมวด 4

                      ว่าด้วยสมัชชาทั่วไป

                          ------

  ส่วนประกอบ

  ---------

                          มาตรา 9

          1. สมัชชาทั่วไปประกอบด้วยสมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ

          2. สมาชิกแต่ละราย จะมีผู้แทนในสมัชชาทั่วไปได้ไม่มากกว่าห้านาย

 

  ภารกิจและอำนาจ

 

                         มาตรา 10

          สมัชชาทั่วไปอาจปรึกษากันด้วยปัญหาใด ๆ หรือกรณีต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน

  กรอบเขตของกฎบัตรฉบับนี้ หรือเกี่ยวกับอำนาจและภารกิจขององค์การต่าง ๆ ที่บัญญัติ

  ไว้ในกฎบัตรฉบับนี้ และเว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 12 สมัชชาทั่วไปอาจให้คำเสนอ

  แนะนำแก่สมาชิกแห่งสหประชาชาติ หรือแก่คณะรัฐมนตรีความมั่นคงหรือแก่ทั้งคู่ด้วยปัญหา

  และกรณีดั่งกล่าวมานั้น

 

                          มาตรา 11

          1. สมัชชาทั่วไปอาจพิจารณาถึงหลักทั่วไปแห่งการร่วมมือกันธำรงไว้ซึ่ง

  สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักว่าด้วยการลดอาวุธยุทธภัณฑ์และ

  การวางระเบียบว่าด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ และอาจให้คำเสนอแนะนำเกี่ยวกับหลัก

  เหล่านี้แก่สมาชิก หรือแก่คณะมนตรีความมั่นคง หรือแก่ทั้งคู่ด้วยกันก็ได้

          2. สมัชชาทั่วไป อาจปรึกษากันด้วยปัญหาต่าง ๆ เนื่องด้วยการธำรง

  สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งสมาชิกใด ๆ แห่งสหประชาชาติหรือ

  คณะมนตรีความมั่นคงหรือรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งมิใช้สมาชิกแห่งสหประชาชาติเป็นผู้นำ

  เสนอให้พิจารณาตามความในมาตรา 35 วรรค 2 และนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 12

  สมัชชาทั่วไปอาจให้คำเสนอแนะนำเกี่ยวด้วยปัญหาเช่นกล่าวนั้นแก่รัฐที่เกี่ยวข้อง

  หรือแก่คณะมนตรีความมั่นคง หรือแก่ทั้งคู่ด้วยกันก็ได้ปัญหาเช่นนี้เรื่องใดที่

  จำเป็นต้องมีการปฏิบัติด้วยแล้ว ให้สมัชชาทั่วไปแจ้งเรื่องแก่คณะมนตรีความ

  มั่นคง จะเป็นการแจ้งก่อนหรือภายหลังที่ได้มีการปรึกษากันก็ได้

          3. สมัชชาทั่วไปอาจกล่าวเรียกให้คณะมนตรีความมั่นคงเพ่งความดำริ

  ถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งน่าจะก่อภัยแก่สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

          4. อำนาจต่าง ๆ ของสมัชชาทั่วไป ซึ่งมีอยู่ตามมาตรานี้ ไม่ถือว่า

  เป็นการจำกัดกรอบเขตทั่วไปในมาตรา 10

 

                         มาตรา 12

          1. ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงกำลังปฏิบัติการเกี่ยวกับกรณีพิพาทหรือ

  สถานการณ์ใดที่เป็นภาระมอบหมายให้ไว้ในกฎบัตรฉบับนี้ ห้ามมิให้สมัชชาทั่วไปแสดง

  การเสนอแนะนำด้วยประการใด เกี่ยวด้วยกรณีพิพาทหรือสถานการณ์นั้น นอกจาก

  คณะมนตรีความมั่นคงจะกล่าวขอเช่นนั้น

          2. เมื่อได้รับความยินยอมจากคณะมนตรีความมั่นคงแล้ว ให้เลขาธิการ

  บอกกล่าวแก่สมัชชาทั่วไปที่กำลังอยู่ในสมัยประชุม เพื่อให้ทราบถึงเรื่องต่าง ๆ

  เนื่องด้วยการธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคง

  กำลังจัดดำเนินงานอยู่ และในทำนองเดียวกันทันใดที่คณะมนตรีความมั่นคงหยุดดำเนิน

  งานด้วยเรื่องเช่นนั้น  ก็ให้บอกกล่าวแก่สมัชชาทั่วไป ถ้าหากเป็นเวลานอกสมัย

  ประชุมของสมัชชาทั่วไป ก็ให้บอกกล่าวแก่สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 13

          1. ให้สมัชชาทั่วไปประเดิมการศึกษาต่าง ๆ และให้คำเสนอแนะนำ

  เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะ

          ก. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการเมือง และจรุง

  จัดให้มีความก้าวหน้างอกงามในกฎหมายระหว่างประเทศ และจัดการทำกฎหมายนั้น

  ขึ้นเป็นประมวล

          ข.ส่งเสริมการร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม

  ศึกษาและสุขอนามัย และอำนวยช่วยเหลือให้เกิดผลประจักษ์ในสิทธิของมนุษย์และ

  อิสรภาพที่เป็นแก่นเค้าของคนทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในทางเชื้อชาติ

  เพศ ภาษา หรือศาสนา

          2. ความรับผิดชอบภารกิจและอำนาจอย่างอื่นของสมัชชาทั่วไป

  อันเนื่องกับกรณีในวรรค 1 ข้อ ข. ที่กล่าวมาก่อนนี้ มีบัญญัติอยู่ในหมวดที่ 9 และ

  หมวดที่ 10

 

                         มาตรา 14

          ภายใต้บัญญัติแห่งมาตรา 12 สมัชชาทั่วไปอาจเสนอแนะนำวิธีการต่าง ๆ

  เพื่อให้มีการปรับปรุงโดยสันติวิธี ซึ่งสถานการณ์ใด ๆ ที่สมัชชาทั่วไปเห็นว่า น่าจะนำ

  ความเสื่อมเสียมาสู่สวัสดิการทั่วไป หรือมิตรสัมพันธภาพระหว่างนานาชาติโดยไม่

  คำนึงว่า สถานการณ์เช่นนั้นมีมูลมาจากไหน ทั้งนี้รวมทั้งสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ได้

  เกิดจากการฝืนละเมิดบทบัญญัติต่าง ๆ แห่งกฎบัตรฉบับนี้ ซึ่งได้วางวัตถุประสงค์และ

  หลักแห่งสหประชาชาติไว้

 

                         มาตรา 15

          1. ให้สมัชชาทั่วไปรับและพิจารณารายงานประจำปี และรายงาน

  พิเศษที่มาจากคณะมนตรีความมั่นคง รายงานนี้ให้รวมคำชี้แจงถึงวิธีการต่าง ๆ

  ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงได้มีมติหรือได้ดำเนินการไปเพื่อธำรงสันติภาพ และความ

  มั่นคงระหว่างประเทศ

          2. ให้สมัชชาทั่วไปรับและพิจารณารายงานต่าง ๆ ที่มาจากองค์การ

  อื่น ๆ ของสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 16

          ให้สมัชชาทั่วไปปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ อันเกี่ยวกับระเบียบอภิบาลระหว่าง

  ประเทศตามที่มอบหมายไว้โดยหมวดที่ 12 และหมวดที่ 13 รวมทั้งการอนุมัติแก่สัญญา

  ที่ตกลงการอภิบาลเขตแดนต่าง ๆ ที่มิได้จัดว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์

 

                         มาตรา 17

          1. ให้สมัชชาทั่วไปพิจารณาและอนุมัติงบประมาณขององค์การ

  สหประชาชาติ

          2. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาตินั้น แบ่งเป็นภาระที่

  สมาชิกทั้งหลายต้องชำระ โดยสมัชชาทั่วไปเป็นผู้กำหนดส่วนแบ่ง

          3. ให้สมัชชาทั่วไปพิจารณาและอนุมัติการตกลงยินยอมในทางการเงิน

  และทางการงบประมาณ ที่มีอยู่กับคณะทำการแทนพิเศษต่าง ๆ ดั่งกล่าวไว้ใน

  มาตรา 57 และให้ตรวจดูงบประมาณดำเนินงานของคณะทำการแทนพิเศษเหล่านั้น

  โดยประสงค์เพื่อให้คำเสนอแนะนำแก่องค์การที่เกี่ยวข้อง

 

  การออกเสียง

  ----------

                         มาตรา 18

          1. สมาชิกแต่ละรายแห่งสมัชชาทั่วไป ย่อมมีเสียงในการประชุมได้

  หนึ่งคะแนน

          2. ข้อมติต่าง ๆ ของสมัชชาทั่วไปในปัญหาสำคัญต่าง ๆ นั้นให้ถือตาม

  เสียงของสมาชิกที่เข้าประชุม และออกเสียงโดยนับคะแนนเสียงสองในสามว่าเป็น

  เสียงใหญ่ ปัญหาสำคัญเหล่านี้ ให้รวมถึงการที่มีคำเสนอแนะนำเกี่ยวกับการธำรง

  สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ การเลือกตั้งกรรมการประเภทไม่ประจำ

  แห่งคณะมนตรีความมั่นคง การเลือกตั้งกรรมการแห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม

  การเลือกตั้งกรรมการแห่งคณะมนตรีการอภิบาลตามวรรค 1 (ค) แห่งมาตรา 86

  การรับสมาชิกใหม่ของสหประชาชาติ การงดสิทธิและเอกสิทธิของสมาชิก การขับ

  ออกจากสมาชิกภาพ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวด้วยการดำเนินของระเบียบอภิบาล

  และปัญหาทางงบประมาณ

          3. ข้อมติต่าง ๆ ในปัญหาอื่น ๆ รวมทั้งการกำหนดปัญหาเพิ่มเติมเข้า

  ในประเภทที่ถือมติตามคะแนนสองในสามเป็นเสียงใหญ่ด้วยนั้น ให้ถือตามคะแนนเสียง

  ข้างมากของสมาชิกที่เข้าประชุมและออกเสียง

 

                         มาตรา 19

          สมาชิกแห่งสหประชาชาติที่ค้างชำระเงินค่าบำรุงต่อองค์การ  จะลง

  คะแนนเสียงหาได้ไม่ ในเมื่อจำนวนที่ค้างชำระนั้นเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนค่าบำรุง

  ซึ่งถึงกำหนดให้ตนชำระแต่สองปีก่อนแล้ว  อย่างไรก็ดีสมัชชาทั่วไปอาจอนุญาต

  ให้สมาชิกเช่นนี้ลงคะแนนเสียงได้ ถ้าปรากฏเป็นที่พอใจว่า การที่ขาดส่งค่าบำรุง

  นั้นเป็นเพราะสภาพการณ์นอกอำนาจของสมาชิกนั้น

 

  ระเบียบปฏิบัติ

  ----------

                         มาตรา 20

          ให้สมัชชาทั่วไปมีการประชุมประจำปีสมัยปกติคราวหนึ่ง และเป็นสมัย

  พิเศษมากหรือน้อยแล้วแต่โอกาสจำเป็น การประชุมสมัยพิเศษนั้นให้เลขาธิการเป็น

  ผู้เรียกประชุมในเมื่อมีการกล่าวขอมาจากคณะมนตรีความมั่นคง หรือจากส่วนมาก

  ของสมาชิกแห่งสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 21

          ให้สมัชชาทั่วไป จัดทำข้อบังคับระเบียบการปฏิบัติของตน และเลือกตั้ง

  ผู้เป็นประธานสำหรับการประชุมแต่ละสมัย

 

                         มาตรา 22

          สมัชชาทั่วไปอาจจัดให้มีองค์การสาขาต่าง ๆ ได้ตามที่เห็นว่าจำเป็น

  แก่การปฏิบัติภาระของตน

 

                          หมวด 5

                   ว่าด้วยคณะมนตรีความมั่นคง

                          ------

                         ส่วนประกอบ

                          มาตรา 23

          1. คณะมนตรีความมั่นคงประกอบด้วยสมาชิก แห่งสหประชาชาติสิบ

  เอ็ดราย ให้ประเทศสาธารณรัฐแห่งจีน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหสาธารณรัฐ

  แห่งโซเวียตโซเชียลิสม์ ประเทศสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอรแลนด์เหนือ

  และประเทศสหรัฐแห่งอเมริกาเป็นกรรมการประจำของคณะมนตรีความมั่นคง

  ให้สมัชชาทั่วไปเลือกตั้งสมาชิกสหประชาชาติอื่นอีกหกรายเข้าเป็นกรรมการไม่ประจำ

  ในขั้นแรกควรคำนึงเป็นพิเศษถึงการที่สมาชิกแห่งสหประชาชาติได้มีส่วนช่วยประกอบ

  ในการธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและในวัตถุประสงค์อย่างอื่น ๆ

  ขององค์การนี้ และให้คำนึงถึงการแบ่งกระจายตามความสมควรของภูมิศาสตร์ด้วย

          2. ให้เลือกตั้งกรรมการไม่ประจำ เพื่ออยู่ในตำแหน่งได้โดยกำหนด

  เวลาสองปี อย่างไรก็ดีในการเลือกตั้งครั้งแรก ให้เลือกกรรมการไม่ประจำสามนาย

  ซึ่งกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งเพียงหนึ่งปี กรรมการที่ออกจากตำแหน่งแล้วจะรับเลือกตั้ง

  ขึ้นใหม่ในทันทีหาได้ไม่

          3. กรรมการแต่ละรายในคณะมนตรีความมั่นคง มีผู้แทนได้หนึ่งนาย

 

  ภารกิจและอำนาจ

                         มาตรา 24

          1. เพื่อประกันให้การกระทำของสหประชาชาติได้เป็นไปโดยเร็ว

  และประสพผลดี สมาชิกทั้งหลายแห่งองค์การนี้ได้ยกให้คณะมนตรีความมั่นคงมีความ

  รับผิดชอบเบื้องต้น ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและ

  ตกลงถือว่าหน้าที่ต่าง ๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงทำไปตามความรับผิดชอบนี้

  ย่อมเป็นการกระทำในนามของสมาชิกทั้งหมด

          2. ในการปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ คณะมนตรีความมั่นคงต้องกระทำให้ชอบ

  ด้วยวัตถุประสงค์และหลักต่าง ๆ ของสหประชาชาติ อำนาจเฉพาะการทั้งหลายที่ยก

  มอบให้แก่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ มีกำหนดอยู่ในหมวด 6,7,8,

  และ 12

          3.  ให้คณะมนตรีความมั่นคงส่งรายงานประจำปี และหากจำเป็นก็ให้

  ส่งรายงานพิเศษให้สมัชชาทั่วไปทำการพิจารณา

 

                         มาตรา 25

          สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ ตกลงที่จะรับและปฏิบัติตามมติต่าง ๆ

  ของคณะรัฐมนตรีความมั่นคงอันชอบด้วยกฎบัตรฉบับนี้

 

                         มาตรา 26

          เพื่อส่งเสริมการจัดและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ

  โดยอาการที่นำเอากำลังวิริยะมนุษย์และทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปใช้อย่างน้อยที่สุด

  ในการอาวุธยุทธภัณฑ์ ให้คณะมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่รับผิดชอบเพื่อวางรูปแผนการ

  พร้อมด้วยความอำนวยช่วยเหลือของกรรมการเสนาธิการทหาร ตามมาตรา 47

  แล้วนำเสนอต่อสมาชิกแห่งสหประชาชาติ เพื่อจัดให้มีระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการ

  อาวุธยุทธภัณฑ์

 

  การออกเสียง

 

                         มาตรา 27

          1. กรรมการแต่ละรายแห่งคณะมนตรีความมั่นคงย่อมมีสิทธิออกเสียง

  ได้หนึ่งคะแนน

          2. ข้อมติต่าง ๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวด้วยระเบียบการ

  ปฏิบัติให้กระทำโดยถือตามคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยของกรรมการเป็นจำนวนเจ็ดราย

          3. ข้อมติต่าง ๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวด้วยเรื่องอย่างอื่น

  ให้กระทำโดยถือตามคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยของกรรมการเป็นจำนวนเจ็ดราย

  ซึ่งต้องรวมทั้งเสียงของกรรมการประจำทุก ๆ ราย แต่ว่าถ้าเป็นกรณีเกี่ยวด้วย

  การมีมติตามความในหมวด 6 และตามความในวรรค 3 แห่งมาตรา 52

  คู่กรณีในการพิพาทจะต้องงดเว้นการออกคะแนนเสียง

 

  ระเบียบการปฏิบัติ

 

                          มาตรา 28

          1. คณะมนตรีความมั่นคงพึงถูกจัดให้เป็นองค์การที่สามารถปฏิบัติงานได้

  ต่อเนื่องกันเรื่อยไป และเพื่อความมุ่งหมายดังนี้ กรรมการแต่ละรายของคณะมนตรี

  ความมั่นคงพึงมีผู้แทนอยู่ ณ แหล่งที่ตั้งขององค์การนี้ตลอดไปทุกเวลา

          2. ให้คณะมนตรีความมั่นคงประชุมกันตามกำหนดระยะเวลาเนือง ๆ

  ซึ่งในทุกรอบกรรมการแต่ละรายจะปรารถนา ก็อาจตั้งสมาชิกแห่งรัฐบาลไปเป็นผู้แทน

  หรือจะบ่งผู้อื่นเป็นผู้แทนโดยพิเศษเฉพาะก็ได้

          3. คณะมนตรีความมั่นคงอาจประชุมกัน ณ สถานที่ใด ๆ ต่างหากจาก

  แหล่งที่ตั้งขององค์การก็ได้ ซึ่งพิจารณาเห็นว่าเป็นสถานที่อันสะดวกดียิ่งแก่

  การงานของตน

 

 

                         มาตรา 29

          คณะมนตรีความมั่นคง อาจจัดให้มีองค์การสาขาขึ้นตามที่เห็นว่าจำเป็น

  เพื่อการปฏิบัติภาระของตน

 

                         มาตรา 30

          ให้คณะมนตรีความมั่นคงตั้งข้อบังคับระเบียบการปฏิบัติของตนเอง

  รวมทั้งวิธีตั้งผู้เป็นประธานด้วย

 

                         มาตรา 31

          สมาชิกรายใดแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมิได้เป็นกรรมการในคณะมนตรี

  ความมั่นคง อาจเข้าไปมีส่วนในการพิจารณาปัญหาใด ๆ ที่มาสู่คณะมนตรีความ

  มั่นคงก็ได้ แต่จะออกคะแนนเสียงไม่ได้ ทั้งนี้ต่อเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงพิจารณา

  เห็นว่ามีประโยชน์ของสมาชิกรายนั้นได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ

 

                         มาตรา 32

          สมาชิกรายใดแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมิได้เป็นกรรมการของคณะมนตรี

  ความมั่นคงก็ดี หรือรัฐใด ๆ ที่มิใช่สมาชิกสหประชาชาติก็ดี ถ้าหากว่าเป็น

  คู่กรณีเกี่ยวข้องอยู่ในการพิพาทรายใดรายหนึ่ง ซึ่งคณะความมั่นคงทำการ

  พิจารณาอยู่พึงต้องถูกเชิญให้เข้าไปมีส่วนในการปรึกษาพิจารณาเกี่ยวกับการ

  พิพาทนั้น แต่จะออกคะแนนเสียงหาได้ไม่ ให้คณะมนตรีความมั่นคงวางเงื่อนไขเช่นที่

  เห็นว่าเป็นธรรมแก่การที่รัฐซึ่งมิใช่สมาชิกของสหประชาชาติ จะได้เข้าไป

  มีส่วนปรึกษาพิจารณาเช่นนี้

 

                          หมวด 6

                   การจัดระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

                          ------

 

                         มาตรา 33

          1. คู่กรณีในกรณีพิพาทเรื่องใด ๆ ซึ่งถ้าพิพาทต่อเนื่องกันไป น่าจะ

  เป็นภัยแก่การธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ไซร้ ในชั้นแรกเริ่ม

  ทีเดียวต้องเสาะหาวิธีพิจารณาแก้ไขโดยทางการเจรจา การสอบถาม การไกล่เกลี่ย

  การปราณีประนอม การอนุญาโตตุลาการ การจัดระงับโดยศาล ทางคณะทำงาน

  ประจำภูมิภาค หรือตามการตกลงเฉพาะภูมิภาค หรือโดยวิธีสงบอย่างอื่น ๆ ตาม

  ความพอใจของคู่พิพาท

          2. เมื่อเห็นว่าเป็นการจำเป็น ให้คณะมนตรีความมั่นคงกล่าวขอแก่

  คู่พิพาทให้จัดระงับข้อพิพาทกันด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นที่กล่าวนั้น

 

                         มาตรา 34

          คณะมนตรีความมั่นคงอาจสืบสวนกรณีพิพาทใด ๆ หรือสถานการณ์ใด ๆ

  ที่อาจนำให้เกิดการบาดหมางระหว่างประเทศ หรืออาจให้เกิดการพิพาทอย่างใดขึ้น

  เพื่อหยั่งให้ตระหนักว่า ถ้าจะปล่อยให้การพิพาทหรือสถานการณ์เช่นนั้นคงมีอยู่ต่อไป

  น่าจะเป็นภัยแก่การธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศหรือไม่

 

                         มาตรา 35

          1. สมาชิกแห่งสหประชาชาติอาจจะนำข้อพิพาทหรือสถานการณ์ใด ๆ

  ซึ่งมีลักษณะดังกล่าวในมาตรา 34 ขึ้นเสนอให้อยู่ในความดำริของคณะมนตรีความ

  ปลอดภัยหรือของสมัชชาทั่วไปก็ได้

          2. รัฐใดรัฐหนึ่งซึ่งมิใช่สมาชิกของสหประชาชาติ อาจจะนำข้อพิพาท

  ที่ตนเป็นคู่กรณีขึ้นเสนอ ให้อยู่ในความดำริของคณะรัฐมนตรีความมั่นคงหรือของ

  สมัชชาทั่วไปก็ได้ หากจะรับผูกพันตนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้สันติวิธีเป็นวัตถุประสงค์

  สำหรับจะระงับข้อพิพาทนั้นตามที่มีบัญญัติอยู่ในกฎบัตรฉบับนี้

          3. ระเบียบการปฏิบัติของสมัชชาทั่วไป เกี่ยวด้วยเรื่องต่าง ๆ ที่จะ

  นำมาสู่ความดำริตามมาตรานี้นั้น ต้องเป็นไปภายใต้บัญญัติแห่งมาตรา 11 และ 12

 

                         มาตรา 36

          1. ไม่ว่าจะเป็นในระยะใดของการพิพาท ที่มีลักษณะดังกล่าวไว้ใน

  มาตรา 33 หรือของสถานการณ์ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงอาจ

  เสนอแนะนำให้ใช้ระเบียบการปฏิบัติหรือวิธีการปรับปรุงใด ๆ อันเหมาะสมก็ได้

          2.คณะมนตรีความมั่นคงพึงพิจารณาถึงระเบียบการปฏิบัติต่าง ๆ

  ที่คู่พิพาทได้ตกลงใช้เพื่อจัดระงับข้อพิพาทมาแต่ก่อนแล้ว

          3. ในการให้คำเสนอแนะนำตามมาตรานี้ คณะมนตรีความมั่นคง

  พึงพิจารณาว่าการพิพาทที่เกี่ยวกับกฎหมายนั้น โดยหลักทั่วไปแล้ว พึงให้คู่กรณีนำเข้า

  สู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตามที่ชอบด้วยบัญญัติในธรรมนูญแห่งศาลนั้น

 

                         มาตรา 37

          1. หากคู่กรณีในเรื่องพิพาทที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 33

  ไม่สมหวังที่จะจัดระงับกรณีนั้นโดยวิธีการที่บ่งไว้ในมาตรานั้น คู่กรณีนั้นพึง

  ต้องส่งเรื่องไปยังคณะมนตรีความมั่นคง

          2. ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเห็นว่า การที่ยังคงพิพาทอยู่ต่อเนื่องกัน

  ไปนั้นเป็นพฤติการณ์ที่น่าเป็นภัยแก่การธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

  ก็ให้วินิจฉัยว่าจะปฏิบัติตามมาตรา 36 หรือจะเสนอแนะนำข้อกำหนดจัดการระงับ

  เช่นที่ตนเห็นว่าเหมาะสมก็ได้

 

                         มาตรา 38

          โดยมิกระทบกระเทือนต่อบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา 33 ถึง 37 ถ้าคู่กรณีใน

  การพิพาททุกฝ่ายกล่าวขอขึ้นมา คณะมนตรีความมั่นคงจะให้คำเสนอแนะนำต่าง ๆ

  แก่คู่กรณีเพื่อจัดระงับโดยสันติภาพวิธีก็ได้

 

                          หมวด 7

               การกระทำเกี่ยวด้วยการคุกคามต่อสันติภาพ

             การล่วงละเมิดสันติภาพและการต่าง ๆ ที่รุกราน

                         --------

 

                         มาตรา 39

          ให้คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้พิจารณากำหนดว่า มีภาวะการคุกคามต่อ

  สันติภาพหรือการล่วงละเมิดต่อสันติภาพ หรือการต่าง ๆ ที่รุกราน เกิดขึ้นแล้วหรือ

  หามิได้ และเป็นผู้ให้คำเสนอแนะหรือตกลงว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ตามที่มีอยู่ใน

  มาตรา 41 และ 42 เพื่อธำรงหรือกอบกู้ไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง

  ประเทศ

 

                         มาตรา 40

          เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะทำคำเสนอแนะ

  นำหรือตกลงในวิธีการดังบัญญัติไว้ในมาตรา 39 คณะมนตรีความมั่นคงอาจกล่าว

  เรียกไปยังคู่กรณีที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามวิธีชั่วคราวต่าง ๆ เช่นที่เห็นว่าจำเป็น

  หรือพึงปรารถนา วิธีการชั่วคราวเช่นนี้จะต้องไม่กะทบกระเทือนถึงสิทธิและ

  อำนาจเรียกร้อง หรือภาวะของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง คณะมนตรีความมั่นคงจะต้อง

  พิจารณาโดยควรถึงกรณีที่เกิดการขาดเคารพไม่ปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวนั้น

 

                         มาตรา 41

          คณะมนตรีความมั่นคงอาจตกลงให้ใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ถึงกับต้อง

  ใช้กำลังแสนยาวุธ เพื่อให้เกิดผลสมตามข้อตกลงของตน และอาจจะกล่าวเรียกให้

  บรรดาสมาชิกแห่งสหประชาชาติปฏิบัติตามวิธีการนั้น ๆ วิธีเหล่านี้อาจรรวมถึง

  การระงับตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดหรือบางส่วนในทางเศรษฐกิจ ทางรถไฟ ทางทะเล

  ทางอากาศ ทางไปรษณีย์ ทางโทรเลข ทางวิทยุ และวิธีการคมนาคมอย่างอื่น ๆ

  และตัดสัมพันธ์ทางการทูตด้วยก็ได้

 

                         มาตรา 42

          หากคณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาเห็นว่า วิธีการดังบัญญัติในมาตรา 41

  จะไม่ให้ผลคุ้มสมหรือปรากฏว่าได้ผลไม่คุ้มสม แล้วคณะมนตรีนี้ก็อาจดำเนินการโดย

  ใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเลหรือทางบก เท่าที่เป็นแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและ

  ความมั่นคงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นนี้อาจรวมถึงการแสดงอนุภาพ

  ตักเตือน การปิดล้อม และการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล และ

  ทางบกของสมาชิกสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 43

          1. สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ เพื่อจะได้ช่วยประกอบในการ

  ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ รับที่จะจัดให้แก่คณะมนตรีความมั่น

  ซึ่งกำลังแสนยาวุธ การอำนวยช่วยเหลือ และความสะดวกต่าง ๆ รวมทั้งการใช้

  สิทธิผ่านดินแดนตามที่จำเป็นแก่วัตถุประสงค์ที่จะธำรงสันติภาพ และความ

  มั่นคงระหว่างประเทศ ในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงกล่าวเรียกเช่นนั้นและเมื่อ

  เป็นการชอบด้วยสัญญาพิเศษต่าง ๆ

          2. ในสัญญาเช่นนี้บางฉบับหรือหลายฉบับ ต้องกำหนดจำนวนและ

  ชนิดของกำลังต่าง ๆ ตลอดจนขนาดแห่งการเตรียมกำลังเหล่านี้ไว้พร้อม และตำบล

  ที่ตั้งกำลังโดยทั่วไป รวมทั้งลักษณะแห่งการให้ความสะดวกต่าง ๆ และการอำนวย

  ช่วยเหลือที่จะให้ใช้ปฏิบัติแก่กันด้วย

          3. สัญญาเช่นนี้ บางฉบับหรือหลายฉบับนี้ ให้คณะมนตรีความมั่นคง

  ประเดิมการเจรจาโดยเร็วเท่าที่จะเป็นได้ ต้องให้เป็นสัญญาที่ตกลงกันระหว่าง

  คณะรัฐมนตรีความมั่นคงและสมาชิกสหประชาชาติ หรือระหว่างคณะรัฐมนตรีความมั่นคง

  และกลุ่มสมาชิกสหประชาชาติ และต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐต่าง ๆ ที่เป็นผู้ลงนาม

  ในสัญญาเหล่านี้โดยชอบด้วยวิถีแห่งรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ

 

                         มาตรา 44

          เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงได้ตกลงที่จะใช้กำลังเข้ากระทำการแล้ว

  ก่อนที่จะกล่าวเรียกให้สมาชิกรายใดที่มิได้มีผู้แทนอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงนั้นส่งมอบ

  กำลังแสนยาวุธต่าง ๆ ให้ตามพันธธรรมแห่งมาตรา 43 นั้น หากสมาชิกเช่นนั้นมี

  ความประสงค์ก็ให้เชิญสมาชิกรายนั้น เพื่อให้มีส่วนร่วมปรึกษาในข้อตกลงของ

  คณะมนตรีความมั่นคง อันเกี่ยวด้วยการใช้กองกำลังต่าง ๆ แห่งกำลังแสนยาวุธ

  ของสมาชิกนั้น

 

                         มาตรา 45

          เพื่อที่จะให้สหประชาชาติสามารถใช้วิธีการทหารในยามรีบด่วน

  สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติต้องเตรียมพร้อมไว้เพื่อให้เรียกใช้ได้ทันที ซึ่งกองกำลัง

  ทางอากาศแห่งชาติเพื่อร่วมผสมในการปฏิบัติบังคับระหว่างประเทศ กำลังและขนาด

  แห่งความเตรียมพร้อมของกองกำลังต่าง ๆ เหล่านี้ และแผนการปฏิบัติร่วมผสมนั้น

  ต้องอยู่ในข้อจำกัดที่กำหนดตามสัญญาพิเศษต่าง ๆ ที่กล่าวในมาตรา 43 โดย

  คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้กำหนดพร้อมด้วยความอำนวยช่วยเหลือของคณะกรรมการ

  เสนาธิการ

 

                         มาตรา 46

          แผนการสำหรับการใช้กำลังแสนยาวุธนั้น ให้จัดทำขึ้นโดยคณะมนตรี

  ความมั่นคงพร้อมด้วยความอำนวยช่วยเหลือของคณะกรรมการเสนาธิการทหาร

 

                         มาตรา 47

          1. ให้มีการตั้งคณะกรรมการเสนาธิการทหารขึ้นคณะหนึ่ง สำหรับ

  แนะนำและอำนวยความช่วยเหลือคณะมนตรีความมั่นคงในปัญหาทั้งหมด ที่เกี่ยวกับ

  ความจำเป็นทางทหารของคณะมนตรีความมั่นคงในอันที่จะธำรงสันติภาพและความ

  มั่นคงระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการใช้และบัญชาการแก่กองทหารต่าง ๆ ที่มอบ

  ให้แก่คณะมนตรีความมั่นคงไว้ใช้เกี่ยวกับการวางระเบียบข้อบังคับว่าด้วยอาวุธ

  ยุทธภัณฑ์ และเกี่ยวกับการลดอาวุธยุทธภัณฑ์หากจะกระทำได้

          2. คณะกรรมการเสนาธิการทหารประกอบด้วยหัวหน้าเสนาธิการ

  แห่งกรรมการประจำของคณะมนตรีความมั่นคงหรือผู้แทนแห่งหัวหน้าเหล่านั้น ให้

  คณะกรรมการเสนาธิการทำการเชิญสมาชิกใด ๆ แห่งสหประชาชาติที่ไม่มีผู้แทน

  อยู่ประจำในคณะกรรมการเสนาธิการทหารนั้น เพื่อขอให้เข้าสมทบทำงานด้วยกัน

  ในเมื่อผลดีของภาระกิจในความรับผิดชอบของคณะกรรมการเสนาธิการมีความ

  จำเป็นให้สมาชิกรายนั้นเข้ามีส่วนทำการงาน

          3. คณะกรรมการเสนาธิการทหารจะต้องรับผิดชอบต่อคณะมนตรี

  ความมั่นคง สำหรับการอำนวยยุทธศาสตร์แห่งกำลังแสนยาต่าง ๆ ที่มอบแก่

  คณะมนตรีความมั่นคง เพื่อไว้ใช้งานปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการบัญชาการกำลัง

  แสนยานี้ต้องคิดจัดทำกันในเวลาต่อไป

          4. คณะกรรมการเสนาธิการทหาร เมื่อได้รับอำนาจจากคณะมนตรี

  ความมั่นคงแล้ว และหลังจากได้หารือกับคณะทำการประจำภูมิภาคโดยเหมาะสม

  แล้วอาจจัดให้มีอนุกรรมการประจำภูมิภาคก็ได้

 

                         มาตรา 48

          1. การที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงต่าง ๆ ของคณะมนตรี

  ความมั่นคง เพื่อธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศนั้น ให้กระทำโดย

  สมาชิกแห่งสหประชาชาติทั้งหมดหรือแต่บางราย แล้วแต่คณะมนตรีความมั่นคงจะ

  พิจารณากำหนด

          2. การตกลงต่าง ๆ เช่นกล่าวนั้น ให้สมาชิกแห่งสหประชาชาติจัด

  กระทำโดยตรง และโดยการกระทำของตนซึ่งผ่านไปทางคณะทำการระหว่างประเทศ

  ตามแต่จะเหมาะสม อันเป็นคณะที่ตนเป็นสมาชิกอยู่

 

                         มาตรา 49

          สมาชิกแห่งสหประชาชาติร่วมกันต้องให้ความอำนวยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

  ในเมื่อจัดกระทำตามวิธีการต่าง ๆ ที่เป็นมติตกลงโดยคณะมนตรีความมั่นคง

 

                         มาตรา 50

          ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงได้ใช้วิธีการป้องกันหรือวิธีการบังคับแก่รัฐหนึ่งรัฐใด

  หากมีรัฐอื่นจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือไม่ก็ตาม ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ

  โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการที่จัดกระทำตามวิธีการเหล่านั้นย่อมมีสิทธิที่จะหารือ

  กับคณะมนตรีความมั่นคง เกี่ยวด้วยการพิจารณาแก้ไขปัญหานั้น ๆ

 

                         มาตรา 51

          ในกฎบัตรนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เสื่อมเสียแก่สิทธิสารัตถ์ของเอกชนใด

  หรือของบุคคลคณะใดที่จะป้องกันตนเอง ในเมื่อมีการรุกรานโดยใช้อาวุธเกิดขึ้นแก่

  สมาชิกแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะได้ใช้วิธีการที่จำเป็น

  เพื่อธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ วิธีการต่าง ๆ ที่สมาชิกได้ใช้

  ตามสิทธิแห่งการป้องกันตนนั้น พึงรายงานให้ทราบถึงคณะมนตรีความมั่นคงโดยทันที

  และไม่ถือว่าฝากผลอย่างใดไปถึงอำนาจและความรับผิดของคณะมนตรีความมั่นคงที่

  มีอยู่ตามกฎบัตรนี้ ในอันที่จะกระทำในขณะใดตามที่เห็นว่าจำเป็นแก่การธำรงและ

  กอบกู้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

 

                          หมวด 8

                     การตกลงเฉพาะภูมิภาค

                          ------

 

                         มาตรา 52

          1. ห้ามมิให้ถือว่าสิ่งใดในกฎบัตรฉบับนี้ได้กีดกั้นมิให้มีการตกลงเฉพาะ

  ภูมิภาค หรือมีคณะทำการประจำภูมิภาคต่าง ๆ สำหรับการจัดเรื่องต่าง ๆ ที่

  เกี่ยวกับธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศเท่าที่เหมาะสมแก่การ

  ปฏิบัติเฉพาะภูมิภาค แต่การตกลงหรือคณะทำการนั้น และกิจที่กระทำนั้นต้อง

  สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และหลักต่าง ๆ ของสหประชาชาติ

          2. สมาชิกแห่งสหประชาชาติที่เข้าทำการตกลงเฉพาะภูมิภาคเช่นนี้

  หรือที่เข้าประกอบเป็นคณะทำการเช่นนี้ พึงใช้วิริยะภาพทุกประการที่จะเกิดผล

  สำเร็จในการจัดระงับข้อพิพาทเฉพาะถิ่นด้วยสันติวิธี โดยอาศัยการตกลงเฉพาะ

  ภูมิภาคหรือโดยคณะทำการประจำภูมิภาคดังกล่าวแล้ว ก่อนที่จะส่งเรื่องเหล่านั้น

  ไปยังคณะมนตรีความมั่นคง

          3. คณะมนตรีความมั่นคงพึงจรุงให้มีความขยายตัวในการจัดระงับ

  กรณีพิพาทเฉพาะถิ่นโดยสันติวิธี โดยจัดการตกลงเฉพาะภูมิภาคหรือโดยทางคณะทำ

  การประจำภูมิภาคเช่นกล่าวแล้ว จะเป็นโดยรัฐที่เกี่ยวข้องดำริขึ้นก่อนก็ได้ หรือ

  โดยรับแจ้งเรื่องจากคณะมนตรีความมั่นคงก็ได้

          4. มาตรานี้ไม่มีผลเสื่อมเสียแก่การใช้มาตรา 34 และ 35

 

                         มาตรา 53

          1. เมื่อกรณีเป็นที่เหมาะสม ให้คณะมนตรีความมั่นคงใช้การตกลง

  เฉพาะภูมิภาค หรือคณะทำการประจำภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อบังคับให้ปฏิบัติการตาม

  ที่อยู่ในอำนาจของตน  แต่ถ้าไม่ได้รับอำนาจจากคณะมนตรีความมั่นคงแล้วห้าม

  มิให้บังคับปฏิบัติ โดยอาศัยการตกลงเฉพาะภูมิภาคหรือคณะทำการประจำภูมิภาค

  เว้นแต่จะเป็นวิธีการที่ใช้ต่อรัฐที่เป็นศัตรูตามที่กล่าวระบุไว้ในวรรค 2 แห่ง

  มาตรานี้ ซึ่งบัญญัติขึ้นสำหรับใช้ประกอบกับมาตรา 107 หรือในการตกลงเฉพาะ

  ภูมิภาค ซึ่งมุ่งต่อต้านมิให้นโยบายรุกรานของรัฐที่เป็นศัตรูกลับฟื้นตัวขึ้นอีก

  ทั้งนี้จนกว่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะกล่าวขอให้องค์การสหประชาชาติ

  ได้เข้ารับผิดชอบเพื่อป้องกันรัฐที่เป็นศัตรูเช่นนั้นมิให้ทำการรุกรานต่อไป

          2. คำว่า รัฐที่เป็นศัตรู ที่ใช้อยู่ในอนุมาตรา 1 แห่งมาตรานี้ได้แก่

  รัฐใด ๆ ก็ตาม ที่ได้เป็นศัตรูกับรัฐใด ๆ ที่ได้ลงนามในกฎบัตรฉบับนี้ในเวลาที่ยัง

  มีสงครามโลกครั้งที่สอง

 

                         มาตรา 54

          คณะมนตรีความมั่นคง ต้องได้รับรู้เห็นอย่างครบถ้วนทุกเวลา ถึงกิจการ

  ต่าง ๆ ที่กระทำหรือคาดคิดจะทำตามการตกลงเฉพาะภูมิภาคต่าง ๆ หรือโดยคณะ

  ทำการประจำภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

 

                          หมวด 9

           ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางเศรษฐกิจและสังคม

                         --------

 

                         มาตรา 55

          เพื่อประสงค์จะก่อให้เกิดสถานการณ์อันมีเสถียรภาพและสวัสดิการ

  ซึ่งจำเป็นสำหรับความสัมพันธ์อย่างสงบและอย่างเป็นมิตรระหว่างชาติต่าง ๆ

  โดยมีบรรทัดฐานอยู่ที่การเคารพต่อหลักแห่งสิทธิเสมอภาค และต่อหลักกำหนดการ

  ปกครองตนเองแห่งชาวชาติต่าง ๆ สหประชาชาติพึงส่งเสริมดั่งต่อไปนี้

          ก. ระดับการครองชีพอันสูงขึ้น การมีงานทำโดยทั่วถึง และสถานการณ์

  ทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งมีความก้าวหน้าและความขยายไพศาล

          ข. การพิจารณาแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศที่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ

  ทางสังคม ทางอนามัย และปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน รวมทั้งการร่วมมือทาง

  วัฒนธรรมและการศึกษาระหว่างประเทศ และ

          ค. การเคารพอย่างไพศาลและปฏิบัติต่อสิทธิของมนุษย์ และต่ออิสรภาพ

  ที่เป็นแก่นเค้าแก่บุคคลทั่วไป โดยไม่ลำเอียงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา

 

                         มาตรา 56

          สมาชิกทั้งหลายผูกพันโดยสัตย์ว่าตนจะทำงานร่วมกัน และต่างรัฐจะทำงาน

  โดยร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 55

 

                         มาตรา 57

          1. บรรดาคณะทำการพิเศษต่าง ๆ ทั้งหลาย อันได้มีขึ้นโดยการตกลง

  ระหว่างรัฐบาลต่าง ๆ และเอกสารที่เป็นหลักจัดตั้งตนขึ้น ได้ระบุให้มีความรับผิดชอบ

  อย่างกว้างขวางระหว่างประเทศทั้งในด้านการเศรษฐกิจ การสังคม การวัฒนธรรม

  การศึกษา การอนามัย และในด้านการอื่น ๆ เนื่องในลักษณะเดียวกันนั้น พึงต้อง

  ทำการติดต่อสัมพันธ์กับองค์การสหประชาชาติตามบัญญัติแห่งมาตรา 63

          2. คณะทำการพิเศษเช่นนี้อันมาติดต่อสัมพันธ์กับสหประชาชาติดังกล่าวนั้น

  ต่อไปจะกล่าวถึงโดยเรียกว่าเป็น คณะทำการพิเศษ

 

                         มาตรา 58

          องค์การสหประชาชาติต้องจัดคำเสนอแนะนำขึ้นไว้เพื่อใช้ร่วมประสาน

  นโยบายต่าง ๆ และกิจการของบรรดาคณะทำการพิเศษต่าง ๆ

 

                         มาตรา 59

          หากเห็นเหมาะสมเมื่อใด องค์การสหประชาชาติพึงประเดิมให้มีการ

  เจรจาระหว่างรัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ก่อตั้งซึ่งคณะทำการพิเศษขึ้นใหม่

  ที่จำเป็นแก่การดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 55

 

                         มาตรา 60

          ความรับผิดชอบในการปฏิบัติภาระต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ

  ดังกล่าวไว้ในหมวดนี้นั้นให้ตกอยู่กับสมัชชาทั่วไป และตกอยู่กับคณะมนตรีเศรษฐกิจ

  และสังคม ซึ่งเพื่อความประสงค์อันนี้ ให้มีอำนาจต่าง ๆ ดังกล่าวไว้ในหมวด 10

  โดยอยู่ใต้อำนาจของสมัชชาทั่วไป

 

                          หมวด 10

                    คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม

                          -------

 

  ส่วนประกอบ

  ---------

                         มาตรา 61

          1. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมประกอบด้วยสมาชิกแห่งสหประชาชาติ

  สิบแปดราย ซึ่งเลือกตั้งขึ้นเป็นกรรมการโดยสมัชชาทั่วไป

          2. ภายใต้บัญญัติในวรรค 3 ให้เลือกตั้งกรรมการแห่งคณะรัฐมนตรี

  เศรษฐกิจและสังคมเป็นจำนวนหกรายในทุก ๆ ปี เพื่อให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งมีกำหนด

  สามปี กรรมการที่ออกจากตำแหน่งแล้ว จะรับเลือกตั้งให้เป็นใหม่โดยทันทีในคราว

  ต่อไปก็ได้

          3. ในการเลือกตั้งครั้งแรก ให้เลือกกรรมการแห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจ

  และสังคมเป็นจำนวนสิบแปดราย กำหนดที่จะอยู่ในตำแหน่งของกรรมการหกรายที่เลือก

  ขึ้นนี้ ต้องหมดลงเมื่อสิ้นเวลาหนึ่งปี และสำหรับกรรมการอีกหกรายให้หมดกำหนดอยู่

  ในตำแหน่งเมื่อสิ้นเวลาสองปี ตามวิธีที่สมัชชาทั่วไปจะจัดการ

          4. กรรมการแต่ละรายแห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม มีผู้แทนได้

  หนึ่งนาย

 

  ภาระกิจและอำนาจ

  --------------

                         มาตรา 62

          1. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมอาจจะทำหรือประเดิมให้ทำ

  ซึ่งการศึกษาและรายงานต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางศึกษา

  ทางสุขภาพอันมีอยู่ระหว่างประเทศ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน และอาจทำ

  คำเสนอแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องเช่นกล่าวนี้ เสนอต่อสมัชชาทั่วไปหรือต่อ

  สมาชิกแห่งประชาชาติ หรือต่อคณะทำการพิเศษที่เกี่ยวข้อง

          2. คณะมนตรีนี้ อาจจะให้คำเสนอแนะนำต่าง ๆ เพื่อประสงค์จะ

  ส่งเสริมความเคารพต่อและการประพฤติตามสิทธิต่าง ๆ ของมนุษย์ และอิสรภาพ

  อันเป็นแก่นเค้าของคนทั่วไป

          3. คณะมนตรีนี้ อาจจะเตรียมทำร่างอนุสัญญาต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อ

  สมัชชาทั่วไปอันเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่ตกอยู่ในอำนาจจัดทำของตน

                 (ดูหมวด 4 มาตรา 17 วรรค 3)

          4. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมอาจแจ้งเรียกให้มีการประชุมระหว่าง

  ประเทศ เพื่อทำการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่ตกอยู่ภายในอำนาจจัดทำของตนได้

  โดยดำเนินตามข้อบังคับที่ตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 63

          1. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม อาจทำสัญญาตกลงกับคณะทำการใด ๆ

  ตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 57 เพื่อกำหนดเงื่อนไขที่คณะทำการที่เกี่ยวข้องจะพึงติดต่อ

  สัมพันธ์กับสหประชาชาติ สัญญาตกลงต่าง ๆ เช่นนั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากสมัชชาทั่วไป

          2. คณะมนตรีนี้ อาจร่วมประสานกิจการต่าง ๆ ของคณะทำการพิเศษ

  ต่าง ๆ โดยทำการหารือและการให้คำเสนอแนะนำแก่คณะทำการเช่นกล่าวนั้นและ

  โดยส่งคำเสนอแนะนำต่อสมัชชาทั่วไปและต่อสมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 64

          1. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมอาจจัดการตามเหมาะสม เพื่อให้

  คณะทำการพิเศษส่งเรื่องรายงานต่าง ๆ แก่ตนเป็นปกติ และอาจทำการตกลงกับ

  สมาชิกแห่งสหประชาชาติและคณะทำการพิเศษ เพื่อขอรับรายงานเรื่องต่าง ๆ

  ในการที่จัดทำไป เพื่อให้เกิดผลตามที่คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมเสนอแนะนำ

  และตามคำแนะนำของสมัชชาทั่วไป เกี่ยวด้วยเรื่องที่อยู่ในอำนาจจัดทำของตน

          2. คณะมนตรีนี้ อาจส่งข้อสังเกตต่าง ๆ ของตนอันเนื่องในรายงาน

  เหล่านี้ไปยังสมัชชาทั่วไป

 

                         มาตรา 65

          คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมพึงแจ้งเรื่องความรู้ความเห็นแก่คณะมนตรี

  ความมั่นคง และต้องอำนวยช่วยเหลือคณะมนตรีความมั่นคง ในเมื่อได้รับคำกล่าว

  เช่นนั้นจากคณะมนตรีความมั่นคง

 

                         มาตรา 66

          1. ให้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมกระทำภาระกิจต่าง ๆ เช่นที่ตก

  อยู่ในอำนาจจัดทำของตน ในเมื่อเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามคำเสนอแนะนำของ

  สมัชชาทั่วไป

          2. คณะมนตรีนี้ หากได้รับอนุมัติจากสมัชชาทั่วไปแล้ว อาจปฏิบัติการ

  งานต่าง ๆ ตามคำกล่าวขอของสมาชิกแห่งสหประชาชาติ และตามคำกล่าวขอ

  ของคณะทำการพิเศษต่าง ๆ ก็ได้

          3. คณะมนตรีนี้ อาจจะปฏิบัติภาระกิจอื่นตามที่ระบุไว้ ณ แห่งหนึ่ง

  แห่งใดของกฎบัตรนี้ หรือตามที่สมัชชาทั่วไปจะได้มอบหมายให้

 

  การออกเสียง

  ----------

                         มาตรา 67

          1. กรรมการแต่ละรายแห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ย่อมมีเสียง

  ในการประชุมได้หนึ่งคะแนน

          2. ข้อมติต่าง ๆ แห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ต้องถือตามเสียง

  ข้างมากแห่งกรรมการทั้งหลายที่เข้าประชุมและออกเสียงเป็นใหญ่

 

  ระเบียบการปฏิบัติ

  -------------

 

                         มาตรา 68

          คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม พึงจัดตั้งคณะกรรมาธิการในทางเศรษฐกิจ

  และในทางสังคม และเพื่อเป็นการส่งเสริมนานาสิทธิของมนุษย์ และอาจจัดตั้งคณะ

  กรรมาธิการอื่น ๆ บรรดาที่จำเป็นแก่การปฏิบัติภาระกิจต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่

 

                         มาตรา 69

          คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม พึงเชิญสมาชิกรายใดรายหนึ่งแห่ง

  สหประชาชาติ เพื่อให้มีส่วนในการอภิปรายเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอยู่

  กับสมาชิกรายนั้นแต่จะออกเสียงไม่ได้

 

                          มาตรา 70

          คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม อาจจัดการให้ผู้แทนแห่งคณะทำการพิเศษ

  ต่าง ๆ เข้ามีส่วนในการอภิปรายของตน และในการอภิปรายของคณะกรรมาธิการ

  ต่าง ๆ ที่ตนได้จัดให้มีขึ้น และอาจจัดให้ผู้แทนของตนไปมีส่วนในการอภิปรายของ

  คณะทำการพิเศษต่าง ๆ นั้น

 

                         มาตรา 71

          คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม อาจจัดการตามสมควร เพื่อให้มีการหารือ

  กันกับองค์การต่าง ๆ ที่มิใช่ของรัฐบาลใด ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องต่าง ๆ ภายใน

  อำนาจจัดทำของตน การจัดให้มีการหารือกันเช่นนี้จะทำกับองค์การระหว่างประเทศ

  ก็ได้ และเมื่อเป็นการเหมาะสม จะทำกับองค์การของชาติใด ๆ ก็ได้ภายหลังที่ได้

  หารือกันกับสมาชิกแห่งสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องแล้ว

 

                         มาตรา 72

          1. ให้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมจัดทำข้อบังคับสำหรับระเบียบการ

  ปฏิบัติของตนเอง รวมทั้งวิธีตั้งผู้เป็นประธานด้วย

          2. ให้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมทำการประชุมตามจำเป็นโดยชอบ

  ด้วยข้อบังคับของตน ในข้อบังคับนั้นต้องรวมบทกำหนดให้เรียกประชุมในเมื่อมีคำกล่าว

  ขอจากส่วนมากของกรรมการ

 

                          หมวด 11

             ข้อแถลงเกี่ยวกับเขตแคว้นที่มิได้ปกครองตนเอง

                          -------

 

                         มาตรา 73

          สมาชิกแห่งสหประชาติ ที่ได้มีหรือรับไว้ซึ่งความรับผิดชอบในการปกครอง

  เขตแคว้นต่าง ๆ อันมีชนชาวแคว้นที่ยังมิได้บรรลุถึงการปกครองตนเองอย่างเต็ม

  บริบูรณ์นั้น ยอมรับรู้หลักที่ถือว่าประโยชน์ของผู้สำนักในเขตเหล่านั้นย่อมเป็น

  สิ่งยิ่งใหญ่และรับว่า พันธธรรมที่จะส่งเสริมอย่างดีที่สุดซึ่งสวัสดิการของ

  ผู้สำนักในเขตเหล่านั้น คือ ธุรธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ภายในวงระเบียบสันติภาพและ

  ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมีขึ้นโดยกฎบัตรนี้ และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้

          ก) จะรับประกันความเจริญทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม

  และทางศึกษา และรับประกันให้มีการปฏิบัติแก่ชาวเขตแคว้นเหล่านั้นอย่าง

  ยุติธรรมและคุ้มกันมิให้ถูกก่อรังควาน พร้อมทั้งเคารพต่อวัฒนธรรมของชนเหล่านั้น

          ข) จะขยายให้เจริญซึ่งการปกครองตนเอง จะเอาใจใส่ต่อปณิธานของ

  ชนชาวเหล่านั้น และจะอำนวยช่วยเหลือให้งอกงามก้าวหน้าด้วยธรรมสถิตย์ที่มี

  เสรีภาพทางการเมือง สุดแต่จะสมกับพฤติการณ์โดยเฉพาะของละเขตแคว้นและ

  สมกับชนชาวในเขตแคว้นแต่ละแห่ง และขั้นระยะแห่งความเจริญที่มีอยู่

          ค) จะเทอดเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

          ง) จะส่งเสริมวิธีการต่าง ๆ ที่เป็นไปในการบูรณก่อสร้างและจรุงใจ

  ให้มีการค้นคว้าวิจัย และที่จะร่วมมือซึ่งกันและกันตามกาละและเทศะอันเหมาะสม

  จะร่วมมือกับคณะผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติแท้จริงแก่

  วัตถุประสงค์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ และทางวิทยาศาสตร์ ที่กล่าวมาในมาตรานี้

  และ

          จ)  จะให้เลขาธิการได้ทราบความเป็นไปโดยจำกัดเท่าที่จำเป็นแก่

  ข้อคำนึงทางด้านความมั่นคงและบทธรรมนูญต่าง ๆ โดยจะได้ส่งสถิติและข้อแจ้งเรื่อง

  ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเศรษฐกิจ การสังคม และการศึกษา

  ในเขตแคว้น ซึ่งตนรับผิดชอบโดยเฉพาะ ซึ่งมิใช่เขตแคว้นต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาตาม

  หมวดที่ 12 และที่ 13

 

                          มาตรา 74

          อนึ่ง สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติตกลงกันด้วยว่า นโยบายของตน

  ที่เกี่ยวกับเขตแคว้นต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในบังคับของหมวดนี้ก็ดี ที่เกี่ยวกับโยบายในดินแดน

  ใหญ่ของตนก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จะต้องมีหลักทั่วไปแห่งการเป็นปียมิตรข้างเคียง

  เป็นบรรทัดฐาน กับทั้งพึงคิดถึงประโยชน์อื่น ๆ และสวัสดิการของภาคอื่นของโลก

  ในด้านของเรื่องสังคม เครื่องเศรษฐกิจ และเรื่องพาณิชยการด้วย

 

                          หมวด 12

                    การอภิบาลระหว่างประเทศ

                          -------

 

                         มาตรา 75

          สหประชาชาติต้องจัดให้มีขึ้นซึ่งระเบียบอภิบาลระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่

  ใต้อำนาจของสหประชาชาติเอง เพื่อจะได้ใช้ปกครองและสอดส่องดูแลเขตแคว้น

  ต่าง ๆ ที่จะได้มีอยู่ภายใต้ปกครองตามระเบียบนี้ในเวลาต่อไป โดยการยอมตกลง

  เป็นราย ๆ ไป เขตแคว้นดังกล่าวนี้ ต่อไปจะเรียกว่า เขตแคว้นในอภิบาล

 

                         มาตรา 76

          ความมุ่งหมายอันเป็นบรรทัดฐานแห่งระเบียบอภิบาล ซึ่งเป็นไปตาม

  วัตถุประสงค์แห่งสหประชาชาติดังกำหนดไว้ในมาตรา 1 ของกฎบัตรฉบับนี้ ให้เป็น

  ดังนี้

          ก) จะเทอดเสริมซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ

          ข) จะส่งเสริมความก้าวหน้าทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม

  และทางศึกษา ให้แก่ชนชาวที่สำนักอยู่ในเขตแคว้นที่อภิบาล และให้มีความขยายตัว

  ต่อการเจริญก้าวหน้า ในทางปกครองตนเองหรือเพื่อได้รับความเป็นเอกราชตาม

  ที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ในเขตแคว้นแต่ละแห่ง และชนชาวแต่ละเขตแคว้นนั้น และ

  และเพื่อให้ชนชาวเหล่านั้นแสดงความปรารถนาได้โดยอิสระและตามที่มีกล่าวไว้

  ในข้อกำหนดที่ยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาลแต่ละราย

          ค) จะจรุงจัดให้มีการเคารพต่อสิทธิของมนุษย์ และต่ออิสรภาพอันเป็น

  แก่นเค้าทั้งหลายเพื่อคนทุกคน โดยไม่ลำเอียงถึงเชื้อชาติเพศภาษาหรือศาสนา และ

  จรุงจัดให้มีการรับรู้การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างชนชาวต่าง ๆ ทั่วโลก และ

          ง) จะรับประกันการปฏิบัติอย่างเสมอภาคในเรื่องสังคม เรื่องเศรษฐกิจ

  และเรื่องการค้า ให้แก่สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติ และคนในสัญชาติของ

  สมาชิกเหล่านั้น และรวมทั้งการปฏิบัติกับคนในสัญชาติต่าง ๆ นั้นอย่างเสมอภาค

  ในการประศาสน์ความยุติธรรม โดยมิให้เป็นการกระทบกระเทือนถึงการบรรลุ

  ผลมุ่งหมายที่กล่าวแล้วนั้น และโดยอยู่ใต้บัญญัติแห่งมาตรา 80

 

                          มาตรา 77

          1. ให้ใช้ระเบียบอภิบาลแก่เขตแคว้นประเทศต่าง ๆ โดยอาศัยสัญญา

  ตกลงต่าง ๆ ว่าด้วยการอภิบาล ดังประเภทต่อไปนี้

             ก. เขตแคว้นต่าง ๆ ซึ่ง ณ บัดนี้ตกอยู่ภายใต้อาณัติ

             ข. เขตแคว้นต่าง ๆ ซึ่งได้แยกออกจากรัฐที่เป็นศัตรู เนื่องจากผล

  แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง และ

             ค. เขตแคว้นซึ่งรัฐที่รับภาระปกครองแคว้นนั้น ๆ ได้สมัครใจมอบให้

  อยู่ในระเบียบอภิบาล

          2. ให้มีการยอมตกลงกันภายในเวลาต่อไปว่า เขตแคว้นใดในประเภท 

  ที่กล่าวข้างต้นนั้นจะพึงให้อยู่ในระเบียบอภิบาลโดยใช้ข้อกำหนดอย่างใดบ้าง

 

                          มาตรา 78

          ระเบียบอภิบาลนี้ มิพึงใช้แก่เขตแคว้นที่ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การ

  สหประชาชาติ สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกเหล่านี้พึงยึดบรรทัดฐานอยู่ที่หลักเคารพ

  ต่อความเสมอภาคในอธิปไตย

 

                          มาตรา 79

          ข้อกำหนดสำหรับการอภิบาลเขตแคว้นแต่ละราย ที่จะจัดให้อยู่ในระเบียบ

  อภิบาลก็ดี การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อกำหนดนั้นก็ดี ให้ตกลงกันระหว่างรัฐที่เกี่ยว

  ข้องโดยตรง ถ้าเป็นกรณีเขตแคว้นที่อยู่ในอาณัติของสมาชิกรายหนึ่งรายใดแห่ง

  สหประชาชาติ ก็ต้องให้ประเทศที่รับมอบอำนาจอาณัติยอมตกลงด้วยกับทั้งจะต้องได้

  รับอนุมัติตามบัญญัติในมาตรา 83 และ 85 ด้วย

 

                         มาตรา 80

          1. นอกจากจะมีการยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาลเฉพาะรายที่ทำขึ้น

  ตามมาตรา 72, 79 และ 81 ซึ่งยกเขตแคว้นแต่ละรายให้อยู่ในระเบียบอภิบาล

  และจนกว่าการยอมตกลงดังนั้นจะได้ทำขึ้นแล้ว ห้ามมิให้แปลความในหมวดนี้ให้มีเนื้อ

  ความหรือนัยว่าได้เปลี่ยนแปลงสิทธิอย่างใด ๆ ของรัฐหรือชาวชาติใด ๆ หรือแก้ข้อ

  กำหนดทั้งหลายแห่งพันธสาส์นระหว่างชาติที่กำลังใช้อยู่ ซึ่งมีสมาชิกแห่งสหประชาชาติ

  เป็นภาคีอยู่โดยจำเพาะ

          2. อนุมาตรา (1) แห่งมาตรานี้ มิพึงถูกแปลความให้เป็นหลักเพื่ออ้าง

  เป็นเหตุทำการประวิงหรือเลื่อนเวลาในการเจรจา หรือในการยอมทำความตกลง

  ต่าง ๆ ที่จะมอบเขตแคว้นในอาณัติหรือเขตแคว้นชนิดอื่น ๆ ให้เข้าอยู่ในระเบียบ

  อภิบาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77

 

                          มาตรา 81

          การยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาลแต่ละกรณี จำต้องกำหนดรูปกรณีที่ใช้

  อำนวยการปกครองเขตแคว้นที่ถูกอภิบาล และต้องระบุฝ่ายที่ทรงอำนาจซึ่งจะทำ

  การปกครองเขตแคว้นนั้น ผู้ทรงอำนาจนี้เรียกในที่นี้ว่า ผู้ใช้อำนาจปกครอง

  ซึ่งอาจประกอบด้วยรัฐ ๆ หนึ่งหรือหลายรัฐด้วยกันก็ได้  หรือจะเป็นองค์การ

  สหประชาชาติเองก็ได้

        

                          มาตรา 82

          ในการยอมตกลงด้วยการอภิบาลแต่ละรายอาจมีการระบุไว้ ว่ามีเขต

  ยุทธศาสตร์อยู่แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเพียงบางส่วนหรือตลอดแดนของ

  เขตแคว้นที่ถูกอภิบาลที่ได้มีการยอมตกลงนั้นก็ได้ แต่ต้องมิให้เป็นการกะทบกระเทือน

  แก่การยอมตกลงพิเศษใด ๆ ที่ได้ทำขึ้นตามมาตรา 43

 

                         มาตรา 83

          1. ภาระต่าง ๆ ทั้งหลายของสหประชาชาติที่เนื่องในเขตยุทธศาสตร์

  ต่าง ๆ รวมทั้งการให้อนุมัติแก่ข้อกำหนดในการยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาล และการ

  เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อกำหนดเหล่านั้น ให้คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้รักษาปฏิบัติ

          2. ความมุ่งหมายอันเป็นบรรทัดฐานอยู่ในมาตรา 76 นั้น ให้ใช้แก่ชาว

  ชนที่อยู่ในเขตแคว้นยุทธศาสตร์ทุก ๆ แห่ง

          3. ภายใต้บังคับแห่งการยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาล และโดยมิกะทบ

  กระเทือนถึงข้อพินิจทางด้านรักษาความมั่นคง ให้คณะมนตรีความมั่นคงพึงใช้ความ

  อำนวยช่วยเหลือจากคณะมนตรีการอภิบาลให้เป็นผล เพื่อดำเนินภารกิจของ

  สหประชาชาติภายในระเบียบอภิบาลเนื่องในทางการเมือง การเศรษฐกิจ การสังคม

  และการศึกษาในเขตยุทธศาสตร์ต่าง ๆ

 

                         มาตรา 84

           ให้เป็นหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครอง ที่จะรับประกันให้เขตแคว้นใน

  อภิบาลได้ทำหน้าที่ส่วนของตน ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง

  ประเทศ เพื่อให้สมมุ่งหมายดังนี้ ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจใช้กำลังอาสาสมัครเครื่อง

  อุปกรณ์ความสะดวกต่าง ๆ และความอำนวยช่วยเหลือของเขตแคว้นในอภิบาล เพื่อ

  ทำงานตามพันธธรรมด้วยเรื่องนี้ที่ผู้มีอำนาจปกครองมีอยู่กับคณะมนตรีความมั่นคง รวม

  ทั้งเพื่อจัดการป้องกันท้องถิ่นและเพื่อการธำรงไว้ซึ่งกฏหมายและความเรียบร้อยภาย

  ในเขตแคว้นในอภิบาล

 

                         มาตรา 85

          1. ภารกิจของสหประชาชาติ อันเกี่ยวกับการยอมตกลงต่าง ๆ ว่า

  ด้วยการอภิบาลสำหรับบริเวณเขตที่มิได้ระบุว่าเป็นเขตยุทธศาสตร์ รวมทั้งการให้

  อนุมัติแก่ข้อกำหนดต่าง ๆ แห่งการยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาล และเปลี่ยนแปลง

  แก้ไขนั้น ให้สมัชชาทั่วไปเป็นผู้รักษาปฏิบัติ

          2. คณะมนตรีการอภิบาล ซึ่งดำเนินการภายใต้อำนาจของสมัชชาทั่วไป

  พึงอำนวยช่วยเหลือสมัชชาทั่วไป ในการจัดทำการงานตามภารกิจเหล่านี้

 

                          หมวด 13

                       คณะมนตรีการอภิบาล

                          -------

 

  ส่วนประกอบ

  ---------

                          มาตรา 86

          1. คณะมนตรีการอภิบาลประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกแห่ง

  สหประชาชาติดังต่อไปนี้

             ก. สมาชิกแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นผู้ปกครองเขตแคว้นอภิบาล

             ข. สมาชิกแห่งสหประชาชาติเช่นที่กล่าวนามไว้ในมาตรา 23 ซึ่ง

  มิได้เป็นผู้ปกครองเขตแคว้นอภิบาลใด  และ

             ค. สมาชิกอื่น ๆ มากหรือน้อยตามที่สมัชชาทั่วไปจะเลือกตั้ง ให้

  อยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาสามปีตามจำเป็น เพื่อให้ยอดจำนวนกรรมการของคณะมนตรี

  การอภิบาลแบ่งได้เท่า ๆ กันในระหว่างสมาชิกแห่งสหประชาชาติ ที่ปกครองเขต

  แคว้นในอภิบาลและสมาชิกที่ไม่ได้ปกครอง

          2. กรรมการของคณะมนตรีการอภิบาลแต่ละราย ต้องบ่งบุคคลคนหนึ่ง

  ที่มีคุณสมบัติเป็นพิเศษเพื่อตั้งเป็นผู้แทนอยู่ในคณะมนตรีการอภิบาลนั้น

 

  ภารกิจและอำนาจ

  -------------

                          มาตรา 87

          1. สมัชชาทั่วไป และคณะมนตรีการอภิบาลซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของ 

  สมัชชานี้ ในการที่จะปฏิบัติภารกิจแห่งตน อาจทำการดังนี้

             ก. พิจารณารายงานต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองได้นำเสนอ

             ข. รับคำร้องต่าง ๆ และพิจารณาโดยหารือกับผู้ใช้อำนาจปกครอง

             ค. จัดให้มีการเดินทางสำรวจเขตแคว้นอภิบาลต่าง ๆ ตาม

  จำเพาะโดยมีรอบกำหนดกาละ และ ณ เวลาที่ได้ตกลงกับ ผู้ใช้อำนาจปกครอง

  และ

             ง. กระทำการดังกล่าวมาแล้วหรือการอย่างอื่น ๆ ที่ชอบด้วยข้อ

  กำหนดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการยอมตกลงว่าด้วยการอภิบาล

 

                         มาตรา 88

          คณะมนตรีการอภิบาลต้องจัดแบบคำถามสำรวจขึ้นชุดหนึ่งในเรื่องความ

  ก้าวหน้าทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการศึกษาของราษฎร

  ผู้สำนักอยู่ในเขตแคว้นอภิบาลแต่ละราย ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเขตอภิบาลแต่ละราย

  ที่อยู่ในอำนาจจัดคุมของสมัชชาทั่วไป จัดทำรายงานประจำปีขึ้นยื่นต่อสมัชชาทั่วไป โดย

  อาศัยบรรทัดฐานแห่งคำถามสำรวจเช่นกล่าวนี้

 

  การออกเสียง

  ----------

                         มาตรา 89

          1. กรรมการแต่ละรายแห่งคณะมนตรีการอภิบาลรายหนึ่งย่อมมีเสียง

  ในการประชุมได้หนึ่งคะแนน

          2. ข้อมติต่าง ๆ ของคณะมนตรีการอภิบาลนั้น ให้ถือตามเสียงข้างมาก

  แห่งกรรมการที่เข้าประชุมและออกเสียง

 

  ระเบียบการปฏิบัติ

 

                         มาตรา 90

          1. ให้คณะมนตรีการอภิบาลจัดตั้งข้อบังคับระเบียบการปฏิบัติของตนเอง

  รวมทั้งกำหนดวิธีตั้งผู้เป็นประธานด้วย

          2. ให้คณะมนตรีการอภิบาลทำการประชุมตามที่กำหนดในข้อบังคับ ซึ่ง

  ต้องบรรจุข้อความให้เรียกประชุมเมื่อมีการกล่าวขอจากกรรมการส่วนมากของ

  คณะมนตรีนั้น

 

                         มาตรา 91

          ในเมื่อเป็นการเหมาะสม ให้คณะมนตรีการอภิบาลถือเอาผลจากความ

  อำนวยช่วยเหลือของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม และจากคณะทำการพิเศษต่าง ๆ

  ด้วยเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับองค์การนั้นโดยเฉพาะ

 

                          หมวด 14

                    ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

                          -------

 

                         มาตรา 92

          ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นองค์การตุลาการใหญ่แห่ง

  สหประชาชาติให้ศาลนี้ประกอบภารกิจตามที่ปรากฏในธรรมนูญที่แนบต่อกับกฎบัตร

  นี้ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานมาจากธรรมนูญของศาลยุติธรรมถาวรระหว่างประเทศ

  และซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบแห่งกฎบัตรนี้

 

                         มาตรา 93

          1. สมาชิกทั้งหลายแห่งสหประชาชาติโดยเหตุแห่งพฤติการณ์ ย่อมเป็น

  ภาคีอยู่ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

          2. รัฐที่มิใช่สมาชิกแห่งสหประชาชาติ อาจเป็นภาคีในธรรมนูญศาล

  ยุติธรรมระหว่างประเทศได้ โดยเงื่อนไขต่าง ๆ แล้วแต่จะกำหนดในกรณีเป็น

  ราย ๆ ไป ซึ่งสมัชชาทั่วไปจะกำหนดเมื่อมีคำเสนอแนะนำของคณะมนตรีความ

  มั่นคง

 

                         มาตรา 94

          1. สมาชิกแต่ละรายแห่งสหประชาชาติต่างรับที่จะปฏิบัติตามคำพิจารณา

  ตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในทุกคดีที่ตนเป็นคู่กรณี

          2. หากคู่กรณีในคดีหนึ่งคดีใด ไม่ปฏิบัติตามพันธธรรมต่าง ๆ ที่ตก

  เป็นหน้าที่ของตนโดยคำพิพากษาของศาลนี้ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนต่อไปยัง

  คณะมนตรีความมั่นคง ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเห็นว่าจำเป็น ก็จะเสนอคำแนะนำ

  หรือตกลงถึงวิธีการต่าง ๆ ที่จะปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จผลตามคำพิพากษานั้น

 

                          มาตรา 95

               ห้ามมิให้ถือว่าข้อความในกฎบัตรนี้ ได้กีดกันสมาชิกแห่งสหประชาชาติ

  ในอันที่จะมอบธุระในการพิจารณาแก้ไขข้อผิดพ้องหมองใจต่าง ๆ ของตนให้แก่ศาล

  อื่น ๆ โดยอาศัยการยอมตกลงต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือซึ่งจะได้มีขึ้นในอนาคต

 

                         มาตรา 96

          1. สมัชชาทั่วไปก็ดี หรือคณะมนตรีความปลอดภัยก็ดี อาจกล่าวขอต่อ

  ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้แสดงความเห็นแนะนำแก่ตนในปัญหากฎหมาย

  ใด ๆ ก็ได้

          2. องค์การอื่น ๆ ของสหประชาชาติและคณะทำการพิเศษต่าง ๆ ซึ่งหาก

  จะได้รับมอบอำนาจ ณ เวลาใดจากสมัชชาทั่วไปก็อาจกล่าวขอต่อศาลยุติธรรมระหว่าง

  ประเทศเพื่อให้ความเห็นแนะนำในปัญหากฎหมายที่เกิดขึ้นในกรอบงานขององค์การนั้น

 

                          หมวด 15

                        สำนักเลขาธิการ

                          -------

 

                         มาตรา 97

          สำนักเลขาธิการประกอบด้วย เลขาธิการหนึ่งนาย และพนักงานอื่นเช่น

  ที่จำเป็นสำหรับองค์การสหประชาชาติ เลขาธิการนั้น ให้แต่งตั้งขึ้นโดยสมัชชาทั่วไป

  ตามคำเสนอแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคงและให้เป็นหัวหน้าฝ่ายธุระการของ

  องค์การสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 98

          เลขาธิการพึงปฏิบัติในฐานะดั่งนั้น ในการประชุมทุก ๆ คราวของ

  สมัชชาทั่วไป ทุกคราวที่คณะมนตรีความมั่นคงมีการประชุม ทุกคราวที่คณะมนตรี

  เศรษฐกิจและสังคมมีการประชุม และทุกคราวที่คณะมนตรีการอภิบาลมีการประชุม

  และเลขาธิการพึงปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ตามที่องค์การเหล่านี้จะมอบธุระให้ทำ ให้

  เลขาธิการทำรายงานประจำปีทุกปีส่งต่อสมัชชาทั่วไปในเรื่องกิจการขององค์การ

  สหประชาชาติ

 

                         มาตรา 99

          เลขาธิการพึงจัดให้คณะมนตรีความมั่งคงได้ทำการดำริถึงเรื่องใด ๆ

  ซึ่งตามความเห็นของตน   เห็นว่าเป็นกรณีคุกคามต่อการธำรงสันติภาพและความ

  มั่นคงระหว่างประเทศ

 

                         มาตรา 100

          1. ในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ แห่งตนนั้นเลขาธิการและพนักงาน

  ทั้งหลายมิพึงแสวงหา หรือรับเอาไว้ซึ่งการแจ้งสั่งจากรัฐบาลใด ๆ หรือจากผู้มี

  อำนาจซึ่งอยู่นอกองค์การสหประชาชาติ  เลขาธิการและพนักงานทั้งหลายพึง

  งดเว้นจากการกระทำใด ๆ ซึ่งจะทำให้สะท้อนไปถึงตำแหน่งที่ตนเป็นพนักงาน

  ระหว่างประเทศซึ่งรับผิดชอบเฉพาะต่อองค์การสหประชาชาติเท่านั้น

          2. สมาชิกแต่ละรายแห่งองค์การสหประชาชาติรับรองว่า จะเคารพ

  ต่อลักษณาการระหว่าประเทศอย่างเคร่งครัด อันมีอยู่ในความรับผิดชอบของเลขาธิการ

  และพนักงานเหล่านั้น และจะไม่เสาะหาทางที่จะใช้อิทธิพลต่อบุคคลเหล่านั้นในงาน

  การที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา

 

                         มาตรา 101

          1. พนักงานในสำนักเลขาธิการนั้น  ให้เลขาธิการเป็นผู้แต่งตั้งตาม

  ระเบียบข้อบังคับ ซึ่งจัดให้มีขึ้นโดยสมัชชาทั่วไป

          2. ให้กำหนดพนักงานต่าง ๆ ตามเหมาะสม ไปทำงานอยู่ในคณะมนตรี

  เศรษฐกิจและสังคม คณะมนตรีการอภิบาล และถ้าจำเป็นก็ให้ทำงานในองค์การอื่น ๆ

  ของสหประชาชาติด้วย พนักงานเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเลขาธิการ

          3. ข้อคำนึงอย่างยิ่งในการที่จะบรรจุพนักงาน และกำหนดเงื่อนไข

  ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานนั้น ต้องถือตามความจำเป็นที่จะให้เกิดผลในระดับสูง

  สุดต่อสมรรถภาพ  อำนาจจัดทำ  และบูรณภาพ ให้ระลึกถึงความสำคัญในการเลือก

  สรรค์แต่งตั้งพนักงานนั้นว่าต้องอาศัยหลักภูมิศาสตร์เป็นบรรทัดฐานอย่างมากเท่าที่

  เป็นวิสัยทำได้

 

                          หมวด 16

                         บทเบ็ดเสร็จ

                          -------

 

                         มาตรา 102

          1. สัญญาทุกฉบับและการยอมตกลงระหว่างประเทศทุก ๆ รายที่

  สมาชิกรายใดแห่งสหประชาชาติกระทำกัน ภายหลังที่ได้มีการใช้กฎบัตรนี้แล้วนั้น

  ให้นำไปจดทะเบียนที่สำนักเลขาธิการโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ และให้สำนัก

  เลขาธิการพิมพ์เผยแพร่สนธิสัญญาและการยอมตกลงเหล่านั้น

          2. ห้ามมิให้คู่กรณีแห่งสัญญาและการยอมตกลงระหว่างประเทศรายใด

  ที่ยังมิได้จดทะเบียนตามบัญญัติในวรรค 1 แห่งมาตรานี้นั้น ยกเอาสัญญาหรือการ

  ยอมตกลงดังนั้นขึ้นมาอ้างแก่องค์การใด ๆ ของสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 103

          เมื่อมีกรณีเหตุขัดแย้งระหว่าพันธธรรมต่าง ๆ ของสมาชิกแห่ง

  สหประชาชาติตามกฎบัตรนี้ และพันธธรรมต่าง ๆ ของสมาชิกตามการยอมตกลง

  อย่างอื่นใดในระหว่างประเทศ ให้ถือว่าพันธธรรมของสมาชิกตามกฎบัตรนี้มีผล

  ใช้ได้ดีกว่า

 

                         มาตรา 104

          ให้องค์การสหประชาชาติทรงไว้ซึ่งความสามารถ ตามกฎหมายในเขต

  แคว้นแห่งสมาชิกแห่งสหประชาชาติแต่ละรายเท่าที่จำเป็น สำหรับปฏิบัติตาม

  ภารกิจการต่าง ๆ และประกอบการตามวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ

 

                         มาตรา 105

          1. ให้องค์การสหประชาชาติทรงไว้ซึ่งเอกสิทธิและความปลอดพันธ์

  ต่าง ๆ ในเขตแคว้นของสมาชิกแห่งสหประชาชาติแต่ละรายตามที่จำเป็น เพื่อ

  ประกอบการตามวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ

          2. ในทำนองเดียวกัน ให้ผู้แทนของสมาชิกแห่งสหประชาชาติและ

  พนักงานขององค์การ ทรงไว้ซึ่งเอกสิทธิและความปลอดพันธ์ตามที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติ

  ตามภารกิจอันเกี่ยวกับองค์การสหประชาชาติได้อย่างอิสระ

          3. สมัชชาทั่วไปอาจให้คำเสนอแนะนำต่าง ๆ เพื่อจะได้กำหนด

  รายการละเอียดที่เกี่ยวกับการใช้วรรค 1 และวรรค 2 แห่งมาตรานี้ หรืออาจ

  เสนอแก่สมาชิกแห่งสหประชาชาติให้ประชุมตกลงเพื่อวัตถุประสงค์นี้ก็ได้

 

                         หมวด 17

               การตกลงเฉพาะกาลเกี่ยวกับความมั่นคง

                         --------

 

                         มาตรา 106

          ในระหว่างรอใช้การยอมตกลงพิเศษต่าง ๆ ที่กล่าวอยู่ในมาตรา 43

  ซึ่งตามความเห็นของคณะมนตรีความมั่นคง ถือว่าตนมีอำนาจที่จะเริ่มปฏิบัติการ

  ตามความรับผิดชอบแห่งตนตามมาตรา 42 นั้น ภาคีในประกาศข้อแถลงของสี่ชาติ

  อันได้ลงนามกัน ณ กรุงมอสโคว์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1943 และประเทศฝรั่งเศส

  ซึ่งอาศัยความในวรรค 5 แห่งประกาศข้อแถลงฉบับนั้น จะต้องหารือกัน และถ้า

  ความจำเป็นแห่งกาละโอกาสบังคับ ก็จะต้องหารือกับสมาชิกอื่น ๆ แห่งสหประชาชาติ

  ด้วย เพื่อจะได้มีการทำงานร่วมกันในนามขององค์การสหประชาชาติ  ตามที่จำเป็น

  แก่วัตถุประสงค์ที่จะธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

 

                         มาตรา 107

          ห้ามมิให้ถือว่าข้อความในกฎบัตรนี้ทำให้เกิดผลโมฆะ หรือผลกีดกันแก่

  การกระทำใด ๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับรัฐที่เป็นศัตรูต่อรัฐที่ลงนามในกฎบัตรนี้ ในระหว่าง

  มีสงครามโลกครั้งที่สอง อันเป็นการที่ได้กระทำหรือได้อนุญาตไป ในฐานะเป็นผลแห่ง

  สงครามโดยรัฐบาลต่าง ๆ ที่รับผิดชอบต่อการเช่นนั้น

 

                          หมวด 18

                          การแก้ไข

                          -------

 

                         มาตรา 108   

          การแก้ไขกฎบัตรนี้ จะใช้แก่สมาชิกแห่งสหประชาชาติได้ ก็ต่อเมื่อ

  สมาชิกเหล่านั้นได้รับตกลงโดยคะแนนสองในสามของสมาชิกแห่งสมัชชาทั่วไปและ

  ได้รับสัตยาบันโดยจำเพาะตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญของรัฐนั้นโดยจำนวนสองใน

  สามของสมาชิกแห่งสหประชาชาติ กับทั้งต้องรวมกรรมการประจำทุกรายแห่ง

  คณะมนตรีความมั่นคงด้วย

 

                         มาตรา 109

          1. การประชุมใหญ่ของสมาชิกแห่งสหประชาชาติ เพื่อที่จะทำการ

  ทบทวนพิจารณากฎบัตรฉบับนี้ ให้ทำ ณ วันกำหนดและสถานที่ซึ่งต้องกำหนดโดย

  คะแนนเสียงสองในสามของสมาชิกแห่งสมัชชาทั่วไป  และโดยคะแนนเสียงนับเป็น

  หนึ่งมาจากจำนวนกรรมการถึงเจ็ดรายใด ๆ แห่งคณะมนตรีความมั่นคง ให้สมาชิก

  แต่ละรายแห่งสหประชาชาติมีเสียงได้หนึ่งคะแนนในการประชุมนี้

          2. การเปลี่ยนแปลงแต่อย่างหนึ่งอย่างใดในกฎบัตรฉบับนี้ ซึ่งเสนอ

  แนะนำขึ้นโดยคะแนนเสียงสองในสามแห่งที่ประชุมดังกล่าวนั้น ให้มีผลใช้ได้เมื่อ

  ได้รับสัตยาบันโดยจำเพาะตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญของรัฐนั้น ๆ โดยจำนวนสอง

  ในสามของสมาชิกแห่งสหประชาชาติ กับทั้งต้องรวมกรรมการประจำทุกรายแห่ง

  คณะมนตรีความมั่นคงด้วย

          3. ถ้าการประชุมเช่นนี้ มิได้มีขึ้นก่อนสมัชชาทั่วไปทำการประชุมสมัย

  ปีที่สิบ นับจากเวลาที่ได้ใช้กฎบัตรนี้แล้ว ต้องมีการยื่นเสนอความเห็นเพื่อเรียกให้

  มีการประชุมเช่นนี้ในระเบียบวาระของการประชุมแห่งสมัชชาทั่วไปในสมัยนั้นและให้

  จัดการประชุมขึ้นได้ ถ้าปรากฏว่ามีมติเช่นนั้นโดยถือคะแนนเสียงข้างมากของสมาชิก

  แห่งสมัชชาทั่วไป และมีคะแนนเสียงนับเป็นหนึ่งจากจำนวนกรรมการแห่งคณะมนตรี

  ความมั่นคงเจ็ดราย

 

                          หมวด 19     

                     สัตยาบันและการลงนาม

                          -------

 

                         มาตรา 110

          1. กฎบัตรฉบับนี้ พึงได้รับสัตยาบันจากรัฐที่เป็นผู้ลงนามไว้ ตามวิถี

  ทางแห่งรัฐธรรมนูญของรัฐนั้น ๆ โดยจำเพาะ

          2. สัตยาบันสาส์นทั้งหลาย ให้วางรักษาไว้กับรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา

  ซึ่งต้องแจ้งไปยังรัฐที่เป็นผู้ลงนามทั้งหลาย ให้ทราบถึงการวางสัตยาบันนั้นทุกราย

  เมื่อใดได้แต่งตั้งเลขาธิการแห่งองค์การสหประชาชาติขึ้นแล้ว ก็ต้องแจ้งให้ทราบ

  เหมือนกัน

          3. ให้กฎบัตรฉบับนี้ ใช้บังคับได้ในเมื่อมีการวางสัตยบันสาส์นของ

  สาธารณรัฐแห่งประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศส และสหสาธารณรัฐโซเวียต

  โซเซียลิสต์รัสเซีย สหราชอาณจักรแห่งเกรตบริเตนและไอร์แลนด์เหนือ และ

  สหรัฐอเมริกาและโดยมากแห่งรัฐอื่น ๆ ที่ได้ลงนามไว้ ให้รัฐบาลแห่งสหรัฐ

  อเมริกาเป็นผู้จัดทำพิธีสารเกี่ยวกับการวางสัตยาบันทั้งหลายนั้น ซึ่งต้องมีสำเนา

  ส่งไปยังรัฐที่ลงนามไว้โดยทั่วกัน

          4. รัฐต่าง ๆ ที่ลงนามในกฎบัตรฉบับนี้ ซึ่งได้ให้สัตยาบันภายหลังที่

  กฎบัตรได้ใช้บังคับแล้วนั้น  จักได้เป็นสมาชิกผู้ริเริ่มแห่งสหประชาชาติ ตั้งแต่

  วันที่รัฐเหล่านั้นได้วางสัตยาบันสาส์นโดยจำเพาะ

 

                         มาตรา 111

          กฎบัตรฉบับนี้ซึ่งมีเป็น ภาษาจีน ฝรั่งเศส รัสเซียน อังกฤษ และ สเปญ

  อันนับว่าเป็นต้นฉบับจริงโดยเสมอภาคกัน ต้องเก็บรักษาไว้ ณ หอบรรณสารของ

  รัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ให้รัฐบาลนั้นจัดทำสำเนาซึ่งรับรองอย่างถูกต้องส่งไป

  รัฐบาลแห่งรัฐที่ได้ลงนามไว้โดยทั่วกัน

          เพื่อเป็นสัจจพะยานในการนี้ ผู้แทนทั้งหลายของรัฐบาลต่าง ๆ แห่ง

  สหประชาชาติได้ลงนามไว้ในกฎบัตรฉบับนี้แล้ว

          กระทำกัน ณ นครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ยี่สิบหก แห่งเดือนมิถุนายน

  หนึ่งพันเก้าร้อยสี่สิบห้า

 

 

--------------------------------------------------------------

                         ปฏิญญาสากล

                       ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

                        ------------

 

                          คำปรารภ

                          -------

          โดยที่การยอมรับนับถือเกียรติศักดิ์ประจำตัว และสิทธิที่เท่าเทียมกันและ

  โอนมิได้ของบรรดาสมาชิกทั้งหลายแห่งครอบครัวมนุษย์ เป็นหลักมูลแห่งอิสรภาพ

  ความยุติธรรมและสันติภาพในโลก

          โดยที่การไม่นำพา และการเหยียดหยามต่อสิทธิมนุษยชนยังผลให้มีการ

  กระทำอันป่าเถื่อน ซึ่งเป็นการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างร้ายแรง และ

  ได้มีการประกาศว่าประณิธานสูงสุดของสามัญชนได้แก่ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิต

  อยู่ในโลกด้วยเสรีภาพในการพูดและความเชื่อถือ  และเสรีภาพปราศจากความกลัว

  และความต้องการ

          โดยที่เป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับความคุ้มครอง

  โดยหลักบังคับกฎหมาย ถ้าไม่ประสงค์จะให้คนต้องถูกบังคับให้หันเข้าหาการกบถ

  ขัดขืนทรราชและการกดขี่เป็นวิถีทางสุดท้าย

          โดยที่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมวิวัฒนาการแห่งสัมพันธไมตรี

  ระหว่างนานาประชาชาติ

          โดยที่ประชากรแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตรถึงความศรัทธา

  ในสิทธิมนุษยชนอันเป็นหลักมูล ในเกียรติศักดิ์และค่าของมนุษย์  และในสิทธิเท่าเทียม

  กันของบรรดาชายและหญิง และได้ตกลงใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและ

  มาตรฐานแห่งชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมด้วยอิสรภาพอันไพศาล

          โดยที่รัฐสมาชิกต่างปฏิญาณจะให้บรรลุถึงการส่งเสริมการเคารพทั่วไป

  และการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยการร่วมมือกับสหประชาชาติ

          โดยที่ความเข้าใจร่วมกันในสิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่าง

  ยิ่งเพื่อให้ปฏิญญานี้สำเร็จผลเต็มบริบูรณ์

          ฉะนั้น บัดนี้ สมัชชาจึงประกาศว่า

          ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตรฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ

  สำหรับบรรดาประชากรและประชาชาติทั้งหลาย เพื่อจุดหมายปลายทางที่ว่าเอกชนทุก

  คนและองค์การของสังคมทุกองค์การ  โดยการรำลึกถึงปฏิญญานี้เป็นเนืองนิจ จะ

  บากบั่นพยายามด้วยการสอน  และศึกษาในอันที่จะส่งเสริมการเคารพสิทธิและ

  อิสรภาพเหล่านี้ และด้วยการดำเนินเป็นลำดับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศใน

  อันที่จะให้มีการยอมรับนับถือและการปฏิบัติตามโดยทั่วไปและอย่างจริงจัง    ทั้งใน

  บรรดาประชากรของรัฐสมาชิกด้วยกันเอง และบรรดาประชากรของดินแดนที่อยู่ใต้

  อำนาจแห่งรัฐนั้น ๆ

 

          ข้อ 1. มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระ และเสมอภาคในเกียรติศักดิ์และ

  สิทธิ ต่างมีความรู้สึกผิดชอบและมโนธรรมและควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่ง

  ภราดรภาพ

 

          ข้อ 2. (1) ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่พรรณนาไว้ใน 

  ปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ดังเช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ

  ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม,

  ทรัพย์สิน, กำเหนิดหรือสถานะอื่น ๆ

                (2) อนึ่ง จะไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ ตามมูลฐานแห่งสถานะ

  ทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหว่างประเทศของประเทศหรือดินแดนที่

  บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราชอยู่ในความพิทักษ์มิได้ปกครองตนเอง หรือ

  อยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยใด ๆ ทั้งสิ้น

 

          ข้อ 3. คนทุกคนมีสิทธิในการดำรงชีวิต เสรีภาพ  และความมั่นคงแห่ง

  ตัวตน

 

          ข้อ 4. บุคคลผู้ใด ๆ จะถูกยึดเป็นทาสหรือต้องภาระจำยอมไม่ได้ความ

  เป็นทาสและการค้าทาสเป็นอันห้ามขาดทุกรูป

 

          ข้อ 5. บุคคลใด ๆ จะถูกทรมานหรือได้รับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่

  โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้าไม่ได้

 

          ข้อ 6. ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายทุกแห่งหน

 

          ข้อ 7. ทุกคนเสมอกันตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของ

  กฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความ

  คุ้มครองเท่าเทียมกันจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และ

  จากการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติดังกล่าว

 

          ข้อ 8. ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากศาลที่มี่อำนาจแห่งชาติ

  ต่อการกระทำอันละเมิดสิทธิหลักมูลซึ่งตนได้รับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

 

          ข้อ 9. บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปต่างถิ่นโดยพละการ

  ไม่ได้

 

          ข้อ 10. ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะได้รับการพิจารณา

  ที่เป็นธรรมและเปิดเผยจากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรม ในการกำหนดสิทธิและ

  หน้าที่ของตน และการกระทำผิดอาญาใด ๆ ที่ตนถูกกล่าวหา

 

          ข้อ 11. (1) ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้

  รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายใน

  การพิจารณาเปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี

                 (2) จะถือบุคคลใด ๆ ว่ามีผิดในความผิดทางอาญาเนื่องด้วย

  การกระทำ หรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแห่ง

  ชาติหรือกฎหมายระหว่างประเทศในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะลงโทษ

  อันหนักกว่าที่ใช้อยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาชญานั้นไม่ได้

 

          ข้อ 12. บุคคลใด ๆ จะถูกแทรกสอดโดยพละการในความเป็นอยู่ส่วน

  ตัวในครอบครัว ในเคหะสถานหรือในการสื่อสาร และถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อ

  เสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกสอดหรือ

  การลบหลู่ดังกล่าวนั้น

 

          ข้อ 13. (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการเคลื่อนไหวและสถาน

  ที่อยู่ภายในเขตของแต่ละรัฐ

                 (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใด ๆ ไปรวมทั้ง

  ประเทศของตนเองด้วย และที่จะกลับยังประเทศตน

 

          ข้อ 14. (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา  และที่จะได้อาศัยประเทศ

  อื่นให้พ้นจากการประหัตประหาร

                 (2) จะอ้างสิทธินี้ไม่ได้ในกรณีที่การประหัตประหารสืบ

  เนื่องอย่างแท้จริงมาจากความผิดที่มิใช่ทางการเมือง หรือจากการกระทำอันขัด

  ต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ

 

          ข้อ 15. (1) ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง

                 (2) บุคคลใด ๆ จะถูกตัดสัญชาติของตนโดยพละการ หรือ

  ถูกปฏิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติไม่ได้

 

          ข้อ 16. (1) ชายหญิงที่มีอายุเต็มบริบูรณ์แล้ว มีสิทธิที่จะทำการสมรส

  และที่จะก่อตั้งครอบครัวโดยปราศจากการจำกัดใด ๆ  อันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ

  หรือศาสนา  ต่างมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสมรส ระหว่างการสมรสและในการขาด

  จากการสมรส

                 (2) การสมรส จะกระทำกันก็แต่ด้วยความยินยอมโดยอิสระ

  และเต็มที่ของผู้ที่เจตนาจะเป็นผู้สมรส

                 (3) ครอบครัวเป็นหน่วยธรรมชาติและหลักมูลของสังคม และ

  มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากสังคมและรัฐ

 

          ข้อ 17. (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยตนเองเช่น

  เดียวกับโดยร่วมกับผู้อื่น

                 (2) บุคคลใด ๆ จะถูกบังคับให้เสียทรัพย์สินโดยพละการไม่ได้

 

          ข้อ 18. ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความคิด มโนธรรมและศาสนา

  สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการเปลี่ยนศาสนา หรือความเชื่อมั่น และอิสรภาพในการที่

  จะแสดงออกซึ่งศาสนา หรือความเชื่อมั่นของตน โดยการสอน การปฏิบัติ การ

  สักการะบูชา และการประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเองหรือในประชาคม

  ร่วมกับผู้อื่น และเป็นการสาธารณะ หรือส่วนบุคคล

 

          ข้อ 19. ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความคิดเห็นและการแสดงออก

  สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะมีการคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกสอด และที่จะ

  แสวงหารับและให้ข่าวสาส์น และความเห็นไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึง

  เขตแดน

 

          ข้อ 20. (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการร่วมประชุมและการตั้ง

  สมาคมโดยสันติ

                 (2) บุคคลใด ๆ จะถูกบังคับให้สังกัดสมาคมหนึ่งสมาคมใด

  ไม่ได้

 

          ข้อ 21. (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนในรัฐบาลของประเทศตน จะโดย 

  ตรงหรือโดยผ่านทางผู้แทนซึ่งได้เลือกตั้งโดยอิสระ

                 (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศ

  ของตนโดยเสมอภาค

                 (3)  เจตน์จำนงของประชากรจะต้องเป็นมูลฐานแห่ง

  อำนาจของรัฐบาล เจตน์จำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา

  และอย่างแท้จริง ซึ่งอาศัยการออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาค และการลงคะแนน

  ลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอย่างอื่นทำนองเดียวกัน

 

          ข้อ 22. ทุกคน ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม มีสิทธิในความมั่นคง

  ทางสังคมและมีสิทธิในการบรรลุถึงซึ่งสิทธิเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวัฒนธรรม

  อันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเกียรติศักดิ์ของตน และวิวัฒนาการแห่งบุคลิกภาพของตน

  โดยความเพียรพยายามของแต่ละชาติ  และโดยความร่วมมือระหว่างประเทศ

  และตามระบอบการและทรัพยากรของแต่ละรัฐ

 

          ข้อ 23. (1) ทุกคนมีสิทธิในการงาน ในการเลือกงานโดยอิสระใน

  เงื่อนไขอันยุติธรรมและเป็นประโยชน์แห่งการงาน และในการคุ้มครองต่อการ

  ว่างงาน

                 (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับเงินจ้างเท่าเทียมกันสำหรับงาน 

  เท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ

                 (3) ทุกคนที่ทำงานมีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างที่ยุติธรรมและ

  เป็นประโยชน์จะให้ประกันแก่ตนเองและครอบครัวแห่งตน ซึ่งความเป็นอยู่อันคู่ควร

  แก่เกียรติศักดิ์ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็จะต้องได้รับวิธีการคุ้มครองทางสังคม

  อื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

                 (4) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งและที่จะเข้าร่วมสหพันธ์กรรมกร

  เพื่อความคุ้มครองแห่งผลประโยชน์ของตน

 

          ข้อ 24. ทุกคนมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัด

  เวลาทำงานตามสมควร และวันหยุดงานอันมีกำหนดโดยได้รับสินจ้าง

 

          ข้อ 25. (1) ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเหมาะแก่สุขภาพ

  และความผาสุกของตนและของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย

  และการรักษาทางแพทย์ และบริการสังคมทีจำเป็น และมีสิทธิในความมั่นคงยาม

  ว่างงาน เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย วัยชรา หรือขาดอาชีพอื่นในพฤติการณ์ที่

  นอกเหนืออำนาจตน

                 (2) มารดาและเด็ก มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาและการช่วย

  เหลือเป็นพิเศษ เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกสมรส จะต้องได้รับการคุ้มครอง

  ทางสังคมเช่นเดียวกัน

 

          ข้อ 26. (1) ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่า

  อย่างน้อยในขั้นปฐมศึกษา และการศึกษาชั้นหลักมูล การปฐมศึกษาจะต้องเป็น

  การบังคับ การศึกษาทางเทคนิค และวิชาชีพจะต้องเป็นอันเปิดโดยทั่วไป และการ

  ศึกษาชั้นสูงขึ้นไปก็จะต้องเป็นอันเปิดสำหรับทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ตามมูลฐานแห่ง

  คุณวุฒิ

                 (2) การศึกษาจะได้จัดไปในทางส่งเสริมบุคลิกภาพของ

  มนุษย์อย่างเต็มที่  และยังความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูลให้มั่นคง

  ยิ่งขึ้น จะต้องส่งเสริมความเข้าใจ ขันติธรรมและมิตรภาพระหว่างบรรดาประชาชาติ

  หมู่ เชื้อชาติหรือศาสนา และจะต้องส่งเสริมกิจการของสหประชาชาติเพื่อการ

  ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ

                 (3) บิดามารดามีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิดของการศึกษา

  อันจะให้แก่บุตรของตน

 

          ข้อ 27. (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในชีวิตทางวัฒนธรรมของ

  ประชาคมโดยอิสระ ที่จะเสวยผลแห่งศิลปศาสตร์ และที่จะมีส่วนในความก้าวหน้า

  และคุณประโยชน์ของวิทยาศาสตร์

                 (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองผลประโยชน์ทาง

  ศีลธรรม และทางวัสดุอันเป็นผลของประดิษฐกรรมใด ๆ ทางวิทยาศาสตร์

  วรรณกรรม และศิลปกรรม ซึ่งตนเป็นผู้สร้าง

 

          ข้อ 28. ทุกคนมีสิทธิในระเบียบทางสังคมและทางระหว่างประเทศ

  ซึ่งจะเป็นทางให้สำเร็จผลตามสิทธิและอิสรภาพดั่งพรรณนามาในปฏิญญานี้

 

          ข้อ 29. (1) ทุกคนมีหน้าที่ต่อประชาคม ด้วยการส่งเสริมบุคลิกภาพ

  ของตนโดยอิสระและเต็มที่ จะกระทำได้ก็แต่ในประชาคมเท่านั้น

                 (2) ในการใช้สิทธิและอิสรภาพแห่งตน ทุกคนจะอยู่ในบังคับ

  ก็แต่ของข้อจำกัดซึ่งได้กำหนดโดยกฎหมายเท่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งการรับ

  นับถือ และเคารพสิทธิและอิสรภาพของผู้อื่นตามสมควร และแห่งการบำบัดความ

  ต้องการอันชอบธรรมของศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ และสวัสดิการ

  ทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย

                 (3) สิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ จะใช้ขัดต่อวัตถุประสงค์และ

  หลักการของสหประชาชาติไม่ได้เป็นอันขาด

 

          ข้อ 30. ไม่มีบทใดในปฏิญญานี้ที่จะอนุมานว่าให้สิทธิใด ๆ แก่รัฐ

หมู่คนหรือบุคคล ในอันที่จะดำเนินกิจการใด ๆ หรือปฏิบัติการใด ๆ อันมุ่งต่อการ

ทำลายสิทธิและอิสรภาพ ดั่งพรรณนามา ณ ที่นี้

 

------------------------ End Of File -----------------------------