กฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการค้าขายและการสมาคมแห่งข้าราชการ
ในพระราชสำนัก
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล เป็นอดีตภาค ๒๔๕๗ พรรษา พฤษภาคมมาศ เอกติงสติมสุรทิน อาทิจจวาร โดยกาลนิยม
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อดิศัยพงษวิมลรัตน์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร์ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า
การที่ข้าราชการในพระราชสำนักประกอบกิจในทางค้าขายเพื่อแสวงประโยชน์ นอกเหนือผลแห่งราชการ ซึ่งกระทำอยู่แล้วตามหน้าที่นั้น ย่อมเป็นทางที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้โดยเอนกประการ สมควรจะตราบัญญัติแสดงพระราชนิยมไว้ เพื่อให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่นับว่าเป็นผู้ปฏิบัติราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ทราบไว้ทั่วกัน
ก็วิสัยมนุษย์ที่ทำการงานใด ๆ ทั้งสิ้น ธรรมดาบังคับว่าต้องมีเวลาพักผ่อน ผู้ที่เป็นข้าราชการนั้นก็ย่อมมีราชกิจเป็นกังวลที่ควรปฏิบัติโดยเต็มสติกำลังและความสามารถอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่เสร็จราชการชั่ววันหนึ่ง ๆ ก็ได้กลับสู่เคหะสถานบ้านเรือน อันเป็นเวลาที่ทรงพระกรุณาให้พักผ่อนร่างกายเพื่อบำรุงกำลังและความคิด เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ราชการของตนในวันหน้า ก็เมื่อข้าราชการผู้ใดเอาเวลาซึ่งควรจะพักผ่อนนั้นไปทำการงานอย่างอื่น เพื่อประโยชน์พิเศษของตนเช่นนี้แล้วผู้นั้นก็จำจะต้องกลับใช้เวลาซึ่งควรประกอบราชกิจตามหน้าที่นั้น สำหรับพักผ่อนเป็นธรรมดา นับว่าเป็นการเอาเปรียบไม่สมควรแก่ผู้ที่เป็นข้าราชการเลย อนึ่ง พระราชประสงค์อันเป็นข้อใหญ่ในการที่ทรงพระมหากรุณาพระราชทานเบี้ยบำนาญเลี้ยงชีพนั้นก็ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่า ข้าทูลละอองธุลีพระบาทมีหน้าที่ต้องรับราชการเต็มกำลังและเวลา ไม่มีโอกาสที่จะสะสมทรัพย์สมบัติไว้เลี้ยงตนเมื่อแก่ชราทุพลภาพ จึงทรงพระกรุณาพระราชทานเงินเลี้ยงชีพแก่ผู้ที่มีความชอบและเหน็ดเหนื่อย ทั้งนี้ ก็เสมอว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้แก่ราชการ เพื่อเลี้ยงตนและครอบครัวในเวลาที่มิสามารถจะหาผลประโยชน์ใด ๆ อื่นได้ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทควรระลึกถึงพระมหากรุณาข้อนี้แล้ว และตั้งหน้าปฏิบัติราชการโดยสุดกำลังจริง ๆ ไม่สมควรจะเอาเวลาซึ่งควรจะให้เป็นประโยชน์แก่ราชการไปใช้ในการแสวงผลประโยชน์ส่วนตัวให้นอกเหนือออกไปอีก แต่ครั้นจะทรงห้ามมิให้ข้าราชการในพระราชสำนักแสวงผลใด ๆ นอกจากผลแห่งราชการเสียทีเดียว ก็ยังทรงพระกรุณาอยู่ว่าเป็นการรุนแรงเกินกว่าเหตุไป เพราะทางหาผลประโยชน์บางอย่าง ที่ไม่เป็นการเสื่อมเสียแก่ราชการและเกียรติยศก็มีอยู่บ้าง ทั้งข้าราชการนอกพระราชสำนักก็ประกอบการหาเลี้ยงชีพในทางค้าขายมีอยู่หลายราย จะทรงห้ามแต่ข้าราชการในพระราชสำนักจำพวกเดียว ก็จะเป็นการเสียเปรียบเกินไป แต่ครั้นจะไม่มีข้อบัญญัติไว้เสียเลยในเรื่องนี้ ก็มีทางที่จะเสื่อมเสีย ทั้งประโยชน์ส่วนตัวแห่งข้าราชการผู้นั้นเองและประโยชน์แห่งราชการได้โดยเอนกบรรยาย และเมื่อข้าราชการในพระราชสำนักผู้ใดไปมีเหตุเสียหายด้วยประการใด ๆ ในการค้าขายเข้าแล้ว เหตุนี้ย่อมกระทบกระเทือนถึงพระองค์สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ โดยเหตุผลซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชปรารภปรากฏโดยแจ่มแจ้งชัดเจนในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ นั้นแล้ว
อนึ่ง การคบหาสมาคมของข้าราชการในพระราชสำนักก็เป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้ามิเป็นไปโดยชอบแล้ว จะเป็นโทษแก่ตน ซ้ำจะมีผลอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ด้วย โดยมูลดุจเดียวกัน สมควรจะมีบัญญัติสกัดกั้นทางที่จะนำสู่ความเสียหายไว้บ้าง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ศรีรัตนมณเฑียรบาล บรมราโชประการกิจจาภิรมย์ สรรโพดมราชธุรานุประดิษฐ์ธรรมสุจริตวิบุลย์ มาลากุลวิวัฒน์ บำรุงรัตนราชประเพณี นิตยภักดีนฤปนารถอันเตปุริกามาตย์มหานายก อรรคเสวกนนทิพาหมุรธาธร กิติขจรเสนาบดี ศรีรัตนไตรสรณธาดา อุดมอาชวาธยาไศรย อภัยพิริยบรากรมพาหุ เสนาบดีกระทรวงวัง รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ประกาศกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการค้าขายและการสมาคมแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้
หมวดที่ ๑
ว่าด้วยนามและลักษณะใช้กฎมณเฑียรบาลนี้
มาตรา ๑ กฎนี้ให้เรียกว่า กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการค้าขายและการสมาคมแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
มาตรา ๒[๑] กฎมณเฑียรบาลนี้ ให้เริ่มใช้แต่วันที่ ๑ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เป็นต้นไป
มาตรา ๓ บรรดากฎข้อบังคับซึ่งมีอยู่แล้วสำหรับพระราชสำนักข้อใดที่ขัดกับข้อความในกฎนี้ให้ยกเลิก
มาตรา ๔ ต่อไปภายหน้า ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อใดข้อหนึ่งในกฎนี้ และเสนาบดีกระทรวงวังได้ประกาศโฆษณาแก่ข้าราชการในพระราชสำนักทราบทั่วกันแล้ว ให้นับว่าข้อที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมใหม่นั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งกฎนี้
หมวดที่ ๒
ว่าด้วยผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎนี้
มาตรา ๕ ผู้ที่นับว่าอยู่ในกฎนี้และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎนี้ คือ บรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่รับราชการอยู่ในกระทรวงวังและกรม กองต่าง ๆ ซึ่งนับว่ารวมอยู่ในพระราชสำนักตามที่ได้ระบุไว้โดยละเอียดในมาตรา ๕ แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
มาตรา ๖ ผู้ที่อยู่ในกฎนี้ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นแต่ผู้ที่รับราชการประจำและผู้ที่เป็นกองหนุนเท่านั้น ผู้ที่นอกราชการหรือซึ่งได้ย้ายไปรับราชการอยู่ในกระทรวง ทบวง การอื่นแล้ว ไม่นับว่าอยู่ในกฎนี้
หมวดที่ ๓
คำอธิบายในกฎนี้
มาตรา ๗ ๑) คำว่า เสนาบดี ข้าราชการ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ผู้บังคับบัญชาสูงสุด เจ้าพนักงาน เหล่านี้ ท่านให้พึงเข้าใจความตามมาตรา ๗ แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ นั้น ทุกประการ
๒) คำว่า การค้าขาย ท่านให้เข้าใจว่า การลงทุนด้วยสินทรัพย์ก็ดีหรือด้วยกำลังหรือความคิดก็ดี หรือด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติคุณก็ดี เพื่อประสงค์ประโยชน์นอกเหนือจากที่ได้รับพระราชทานอยู่ในหน้าที่ราชการโดยตรง
๓) คำว่า ห้างหุ้นส่วน ท่านให้เข้าใจว่า การซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปปรองดองเข้ากันทำกิจการรวมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร ซึ่งจะพึงได้มาแต่การนั้น
๔) คำว่า บริษัท ท่านให้พึงเข้าใจว่า การเข้าหุ้นส่วนกันค้าขายมีต้นทุนจัดแบ่งออกเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน ผู้ถือหุ้นต่างคนต่างจำต้องออกสินใช้หนี้โดยจำกัดแต่เพียงค่าหุ้นที่ตนถือตามจำนวนมากและน้อย หรือโดยไม่มีจำกัด
๕) คำว่า สโมสรหรือสมาคม ท่านให้พึงเข้าใจว่า คณะคนที่มารวมกันเข้าเพื่อกระทำความมุ่งหมายแห่งคณะนั้นให้สำเร็จ ความมุ่งหมายนี้ต้องชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย
๖) คำว่า ร้านการเล่น ท่านให้เข้าใจว่าสถานที่ใด ๆ ซึ่งเจ้าของจัดให้มีการเล่นไม่ว่าชนิดใด ด้วยความมุ่งหมายให้คนอื่นมาเล่นโดยเก็บเงินหรือประโยชน์อื่นจากผู้ที่เล่น หรือด้วยความมุ่งหมายให้เล่นเป็นการพนันดังนี้ เช่น โรงบิลเลียด เป็นต้น
การเล่นโดยลักษณะที่กล่าวนี้ แม้จัดขึ้นในเคหะสถานบ้านเรือนตนเองก็ดี ท่านให้ฟังว่าเป็นร้านการเล่นตามความแห่งกฎนี้
หมวดที่ ๔
ว่าด้วยการจดทะเบียน
มาตรา ๘ ให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมต่าง ๆ จัดเจ้าพนักงานไว้เป็นผู้ถือทะเบียนอนุญาตให้ข้าราชการในบังคับบัญชาของตนทำการค้าขายประเภทหนึ่ง ให้เข้าเป็นสมาชิกแห่งสมาคมประเภทหนึ่ง กล่าวคือ ให้มีที่กระทรวงวังแห่งหนึ่งที่ทำการสภาจางวางมหาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่กรมราชเลขานุการแห่งหนึ่ง ที่กรมพระคลังข้างที่แห่งหนึ่ง กับให้เสนาบดีจัดตั้งเจ้าพนักงานไว้คนหนึ่งเป็นนายทะเบียนใหญ่สำหรับพระราชสำนักทั่วไป
มาตรา ๙ ในสมุดทะเบียนอนุญาตให้ทำการค้าขายนั้น ให้มีรายการ ดังต่อไปนี้
๑ ยศ บรรดาศักดิ์
๒ นามเดิม
๓ นามสกุล
๔ ตำแหน่งราชการ
๕ อายุปีเกิด
๖ ลักษณะของการค้าขายที่ทำ
๗ ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ใครเป็นผู้จัดการ ใครเป็นกรรมการ
๘ สำนักงานที่ทำ
มาตรา ๑๐ ในสมุดทะเบียนอนุญาตให้เป็นสมาชิกแห่งสมาคมนั้น ให้มีรายการดังต่อไปนี้
๑ ยศ บรรดาศักดิ์
๒ นามเดิม
๓ นามสกุล
๔ ตำแหน่งราชการ
๕ อายุปีเกิด
๖ ความมุ่งหมายของสมาคม
๗ ใครเป็นนายกและกรรมการ
๘ สำนักของสมาคม
มาตรา ๑๑ บทกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการใน พระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งบังคับไว้ด้วยหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนนั้น ท่านให้พึงอนุโลมใช้ได้แก่หน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนในกฎนี้ตามที่ควรแก่บทนั้น ๆ
มาตรา ๑๒ บรรดาข้าราชการซึ่งทำการค้าขายอยู่แล้วก่อนประกาศใช้กฎนี้ ต้องรีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตน และจดทะเบียนที่เจ้าพนักงาน สำหรับกรมที่ตนสังกัดขึ้นอยู่ภายในวันเวลา ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะกำหนดให้
มาตรา ๑๓ ผู้ที่ยังไม่ได้ทำการค้าขายอย่างใดเลย เมื่อขณะที่ประกาศใช้กฎนี้ ถ้าต่อไปเมื่อหน้ามีความประสงค์ที่จะทำการค้าขาย ท่านให้จัดการขออนุญาต จากผู้บังคับบัญชาสูงสุด และจดทะเบียนที่กรมสังกัดแล้ว จึงจะทำการค้าขายนั้นได้
มาตรา ๑๔ การเข้าห้างหุ้นส่วนใด ๆ ก็ดี การจับจองหุ้นของบริษัทใด ๆ ก็ดี ท่านให้ฟังว่าเป็นการทำการค้าขายตามความในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ แห่งกฎนี้
มาตรา ๑๕ ภรรยาข้าราชการในพระราชสำนักกระทำการค้าขาย โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวแล้ว ท่านให้ฟังว่าตัวข้าราชการนั้นเองเป็นผู้ค้าขาย เพราะสามีภริยากันท่านว่าย่อมเป็นทุนเดียวกันหรือได้รับประโยชน์ด้วยกัน
มาตรา ๑๖ ผู้ใดที่มีความประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกแห่งสโมสรหรือสมาคมใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดและจดทะเบียนที่กรมตนสังกัดเสียก่อนแล้วจึงเข้าได้
มาตรา ๑๗ ผู้ที่เป็นสมาชิกแห่งสโมสรหรือสมาคมใดอยู่แล้วก่อนประกาศใช้กฎนี้ ต้องรีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตนและจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานสำหรับกรมที่ตนสังกัดภายในวันเวลา ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะกำหนดให้
มาตรา ๑๘ ห้ามมิให้ข้าราชการในพระราชสำนักตั้งร้านการเล่นอย่างใด ๆ เป็นอันขาด นอกจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต
มาตรา ๑๙ ผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าขาย หรือเข้าสมาคมใด ๆ และได้จดทะเบียนแล้ว ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำการต่างลักษณะไปกับที่ทำอยู่แล้ว หรือเข้าสมาคมอื่นอีก ท่านบังคับว่าต้องได้รับอนุญาตและจดทะเบียนใหม่แล้วจึงทำได้
หมวดที่ ๕
ว่าด้วยการขออนุญาตและการให้อนุญาต
มาตรา ๒๐ การขออนุญาตให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนเพื่อนำเสนอเป็นลำดับ และถ้าเมื่อใบอนุญาตยังไม่ตกมา ห้ามมิให้ไปทำการค้าขาย หรือเป็นสมาชิกแห่งสมาคมใดเป็นอันขาด
มาตรา ๒๑ ในหนังสือขอใบอนุญาตทำการค้าขาย ให้มีข้อความละเอียด คือ
๑ ยศ บรรดาศักดิ์
๒ นามเดิม
๓ นามสกุล
๔ ตำแหน่งราชการ
๕ อายุปีเกิด
๖ รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละเท่าใด
๗ ได้รับผลประโยชน์นอกจากทางราชการอย่างใดบ้าง
๘ ลักษณะของการค้าขายที่จะทำและสำนักงาน
๙ ใครเป็นผู้จัดการค้าขายนั้น ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ใครเป็น ผู้จัดการ ใครเป็นกรรมการ มีทุนเท่าใด วิธีจัดการเป็นอย่างไร
มาตรา ๒๒ ในหนังสือขอใบอนุญาตเข้าสโมสรหรือสมาคม ให้มีข้อความละเอียด คือ
๑ ยศ บรรดาศักดิ์
๒ นามเดิม
๓ นามสกุล
๔ ตำแหน่งราชการ
๕ อายุปีเกิด
๖ รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละเท่าใด
๗ ได้รับผลประโยชน์นอกจากทางราชการอย่างใดบ้าง
๘ ความมุ่งหมายของสมาคมและสำนักแห่งสมาคม
๙ ใครเป็นหัวหน้า ใครเป็นกรรมการและสมาชิก
มาตรา ๒๓ ระเบียบการที่จะพึงปฏิบัตินอกจากที่กล่าวแล้ว ในเรื่องการขอและการให้อนุญาตนั้น ท่านให้พึงอนุโลมใช้ตามมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนักพระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ตามควรแก่บทนั้น ๆ
มาตรา ๒๔ ผู้มีหน้าที่จะอนุญาตนั้น เมื่อได้รับหนังสือขออนุญาตแล้วต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่าผู้ขออนุญาตนั้น เป็นผู้ที่สมควรรับอนุญาตแล้ว จึงค่อยอนุญาตในข้อควรมิควรให้ถือเอาพระราชนิยมเป็นเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
๑ การค้าขายนั้นชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายและไม่เป็นปรปักษ์กับลักษณะของผู้ที่เป็นสัมมาจารี
๒ การที่ผู้ขออนุญาตจะกระทำการค้าขายนั้นต้องไม่เสียประโยชน์แห่งราชการในหน้าที่
๓ การค้าขายที่ทำนั้นไม่เกี่ยวข้องกับร้านหรือบริษัท ซึ่งสำหรับส่งของซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ในราชการแห่งกรม ซึ่งผู้ขออนุญาตรับราชการอยู่ และมีอำนาจที่จะสั่งของสำหรับใช้ในราชการแห่งกรมนั้นได้
๔ ผู้ขออนุญาตเป็นผู้ที่มีหลักฐานมั่นคงไม่เหลวไหล
๕ ถ้าขออนุญาตไปเข้าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ๆ นั้น ๆ ต้องมีหลักฐานมั่นคงดำเนินตามหลักการค้าขายที่ชอบ
๖ ถ้าเป็นการขอเข้าสมาคม ๆ นั้นต้องมีความมุ่งหมายที่ชอบและเป็นคุณแก่ผู้ที่ขออนุญาต
มาตรา ๒๕ ผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าขายอยู่แล้ว เมื่อได้มารับราชการในหน้าที่ ซึ่งตนมีอำนาจที่จะสั่งของสำหรับใช้ในราชการจากร้านหรือบริษัทซึ่งตนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วยตามที่ว่าไว้ในข้อ ๓ แห่งมาตรา ๒๔ แล้ว ท่านว่าให้เลิกการค้าขายนั้นเสียเถิด
หมวดที่ ๖
การลงทัณฑ์และกำหนดโทษสำหรับความผิด
มาตรา ๒๖ การลงทัณฑ์และชั้นความผิด ท่านให้เทียบใช้แก่กฎนี้ตามที่บังคับไว้ในมาตรา ๔๓ ถึงมาตรา ๕๐ แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ นั้น ทุกประการ
มาตรา ๒๗ ผู้ใดซึ่งทำการค้าขาย หรือเป็นสมาชิกแห่งสโมสร สมาคมใด ๆ อยู่แล้วก่อนประกาศใช้กฎนี้ มิได้รีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด และจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานสำหรับกรมที่ตนสังกัดภายในกำหนดวันเวลาตามความในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๖ แล้ว ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้นมัธยมกรรม ต้องระวางโทษชั้นมัธยมทัณฑ์
มาตรา ๒๘ ผู้ใดทำการค้าขาย หรือเข้าสโมสร สมาคมใด ๆ ภายหลังวันที่ประกาศใช้กฎนี้โดยมิได้รับอนุญาต ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดครุกรรม ต้องระวางโทษชั้นครุทัณฑ์
มาตรา ๒๙ ผู้ใดตั้งร้านการเล่น โดยมิได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามความในมาตรา ๑๗ แล้ว ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้นครุกรรม ต้องระวางโทษชั้นครุทัณฑ์
ผู้ใดไปสำนัก ณ สถานที่ซึ่งตั้งการเล่นนั้น ท่านให้ฟังว่าผู้นั้นสมรู้ มีความผิด ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่ง
มาตรา ๓๐ ผู้ใดกล่าวความไม่จริงหรือที่ไม่รู้จริงต่อเจ้าพนักงานหรือ ผู้บังคับบัญชาด้วยข้อใดข้อหนึ่งอันเนื่องด้วยกฎนี้ ในส่วนตนเองก็ดี หรือในส่วนข้าราชการผู้อื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นกล่าวเท็จ มีความผิดชั้นลหุกรรมหรือมัธยมกรรม ต้องระวางโทษชั้นลหุทัณฑ์หรือมัธยมทัณฑ์ตามสมควรแก่เหตุผล
มาตรา ๓๑ ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง และการที่กระทำนั้น เป็นการละเมิดบทกฎมณเฑียรบาลนี้หลายบทด้วยกัน ท่านว่าให้ใช้บทที่มีทัณฑ์หนักลงโทษแก่ผู้นั้น
มาตรา ๓๒ ผู้ใดกระทำความผิดหลายกระทง ท่านว่าผู้นั้นต้องมีโทษ ตามกระทงความผิดทุกระทง
มาตรา ๓๓ ผู้ใดละเมิดกฎนี้ด้วยข้อใดข้อหนึ่ง และเมื่อได้พ้นโทษแล้วไปกระทำความผิดขึ้นอีก ท่านว่าผู้นั้นไม่เข็ดหลาบ
ผู้ใดไม่เข็ดหลาบ ท่านว่าผู้นั้นต้องรับโทษเป็นทวีคูณ
ประกาศมา ณ วันที่ ๑ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เป็นวันที่ ๑๓๙๑ ในรัชกาลปัจจุบันนี้